วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

กวางน้อย







ฉันเคยถามตัวเอง
ว่าแรงจูงใจอันใดหรือ ที่ผลักดันให้ฉันเคยคิดอยากเป็นคนเขียนหนังสือ

คำตอบในบางเรื่องหรือหลาย ๆ เรื่อง มักไม่ชัดเจน
ในความคลุมเครือ มีสิ่งตกค้างอยู่ในความทรงจำ 2-3 เรื่อง
จะเรียกมันว่าหมุดหมายหรืออะไรดี  ฉันยังนึกไม่ออก
เพียงแต่รู้สึกว่ามันเหมือนตัวต่อ หรือจิ๊กซอว์ที่เคยเล่นเมื่อเป็นเด็ก

ตอนที่ฉันอายุราว 8 ขวบ  เรียนอยู่ชั้นประถม 3
วันหนึ่ง ครูสอนเรียงความเรียกฉันไปพบ (เมื่อก่อนเราไม่เคยเรียกครูว่า อาจารย์)
ฉันยังจำชื่อและหน้าตาท่าทางของคุณครูคนนี้ได้จนบัดนี้

คุณครูประจิต  รูปร่างผอมสูง หุ่นเหมือนนางแบบ
ครูชอบใส่กระโปรงเข้ารูป และใส่รองเท้าส้นสูง ที่สูงมากกว่าครูคนอื่น ๆ

ครูประจิตเรียกฉันไปพบ  เพื่อจะบอกว่าฉันเขียนเรียงความได้ดี ถูกใจครูที่สุด
ซึ่งเป็นเรื่องที่ฉันออกจะงุนงง  ทั้งในขณะนั้น และยังสืบเนื่องมาจนขณะนี้
เนื่องจากมันเป็นการเขียนเรียงความตามคำบอกของครู

ฉันยังจำประโยคขึ้นต้นของเรียงความเรื่อง "กวางน้อย" ในครั้งนั้นได้อยู่เลยว่า

"กวางน้อยตัวหนึ่ง  และเล็มหญ้าอยู่ตามป่าละเมาะ..."

คุณครูจะอ่านเรื่องราวของกวางน้อยตัวนั้นให้นักเรียนฟัง 2 หรือ 3 เที่ยว
แล้วให้นักเรียนเขียนสิ่งที่ได้ฟังจากครูลงในสมุด

ซึ่งมันมาเกี่ยวกับการ "เขียนดี" ได้อย่างไร  ฉันยังคงสงสัย
เพราะมันก็แค่การลอกเลียนแบบ  ไม่ได้สร้างสรรค์อะไรเลย
หรือว่าฉันลอกเลียนครูได้เหมือนมากที่สุด...

รู้แต่ว่าหลังจากนั้น เมื่อมีการงานใด ๆ ของโรงเรียนที่ต้องการ "คนเขียน"
ฉันมักถูกเรียกใช้

โดยเฉพาะการจัดบอร์ดในวาระวันสำคัญต่าง ๆ ที่ต้องมีโคลงฉันท์กาพย์กลอน
นอกจากนั้นคุณครูยังชอบเรียกให้ฉันออกไปอ่านเรียงความเรื่องอื่น ๆ
ให้เพื่อนฟังหน้าห้องอยู่บ่อย ๆ

ตัวต่อหรือจิ๊กซอว์ตัวที่สอง น่าจะเป็นเรื่องที่ฉันไม่ค่อยมีปัญหากับการเรียนวิชาภาษาไทย
ที่มักเป็นยาขมของเพื่อน ๆ ส่วนใหญ่

แม้จะไม่ถึงกับชอบหรือเป็นวิชาโปรด หรือได้คะแนนสูงสุด
แต่ก็เรียนอย่างสบาย ๆ ไม่เคยกังวล  ไม่เคยเบื่อครู (ที่มักแก่)
และไม่เคยรู้สึกเป็นทุกข์ ว่าต้องจดจำอะไรมากมายเป็นพิเศษ
เหมือนที่เพื่อน ๆ มักโอดครวญกัน

แต่ชีวิตก็เล่นตลกกับฉันอีกครั้ง 
เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมปลาย  ทางบ้านคิดว่าฉันเรียนเก่ง  จึงอยากให้เรียนหมอ  
(แค่คิด ก็ยังรู้สึกกระดากใจ อายตัวเอง)

แม้จะชอบด้านภาษา  แต่จำต้องเลือกเรียนสายวิทย์ ตามค่านิยมที่เคยคิดว่าโบราณ
แต่ก็ยังมีมาจนถึงทุกวันนี้ว่า สายวิทย์มีไว้ให้พวกเด็กเก่งเท่านั้นเรียน

ฉันไม่แน่ใจเหมือนกันว่าในตอนนั้น  ฉันก็คิดว่าตัวเองเก่งเหมือนกับที่ทางบ้านคิด
เป็นมายาซ้อนมายา ที่ไม่รู้ใครหลอกใครก่อนด้วยหรือเปล่า
จึงทำไมไม่คัดค้าน  หรือยืนยันตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง
นั่นซีนะ   ภาพตอนนี้มันคลุมเครือและมัวหม่นพิกล

ที่สุด ฉันก็เข้าเรียนในคณะอื่นที่ไม่ใช่หมอ
ชีวิตจากนั้นจึงห่างไกลจากวิชาภาษาไทยและการเขียนเรียงความออกไปทุกที

ซึ่งจริง ๆ  การเขียนหนังสือ ก็ไม่จำเป็นต้องผูกติดอยู่กับเฉพาะวิชาภาษาไทย
หรือการเขียนเรียงความใด ๆ เลยด้วยซ้ำ หากคิดจะเขียน

อาจเป็นเพราะฉันไม่รู้จะเอาอะไรมาบ้างกระมัง

ในขณะที่ฉันกำลังมุ่งหน้าไปสู่อาณาจักรของตัวเลขในคณะที่สอบติด 
ตัวต่อหรือจิ๊กซอว์ตัวที่ 3 ก็ปรากฏขึ้น  เหมือนเป็นบททดสอบเล็ก ๆ
ห่างจากจิ๊กซอว์ตัวแรกราว 10 ปี

ฉันเป็นนักศึกษาปี 1
จู่ ๆ วันหนึ่งก็มีรุ่นพี่ปี 4  ซึ่งเป็นนักกลอนจากต่างคณะ
เขียนจดหมายน้อยเสียบไว้ที่บอร์ดของคณะ - ว่าต้องการพบฉัน-
คนเขียนกลอนบทที่แปะติดบอร์ดอยู่ตอนนั้น  อยากคุยด้วย เพราะเขียนกลอนได้ถูกใจพี่นัก

กลอนที่ฉันเขียนเล่น ๆ  ใช้นามปากกา และนึกสนุกเอาไปแปะไว้เล่น ๆ
บนบอร์ดวรรณศิลป์ของคณะ  ทำให้ฉันงง ๆ  และอดคิดถึงครูประจิตของฉันขึ้นมาอีกไม่ได้

ชีวิตหลังจากนั้นของฉันจึงคล้าย ๆ การไล่ล่าชิ้นส่วนที่เหลือของตัวต่อ
เพื่อมาเติมเต็มความฝัน
ที่เหมือนมีคนมาแกล้งปักหมุดไว้ให้หัวหมุนเล่น

บางขณะที่รู้สึกว่าใช่  คิดว่าได้  แต่คิดอีกทีก็เหมือนกบน้อยในกะลา
และบางขณะที่ท้อถอย  รู้สึกเกินกำลัง  หรือไม่ใช่หนทางที่ควรจะไป
จวน ๆ จะหันหลัง ก็มักมีมือที่มองไม่เห็น ผลักให้จำต้องเดินต่อไป


ฉันไม่เคยกลัวความเปลี่ยวเหงาของหมาป่า  ในทุ่งหญ้าแห่งการเดินทางไกล
เพราะคุ้นเคยกับความโดดเดี่ยวเดียวดาย และคิดว่ารับมือกับมันไหว

แต่สิ่งที่อึดอัดมากกว่า ก็คือการหลงวนอยู่ในป่าตัวอักษร

ฉันอาจใจไม่ถึง และไม่ชอบอยู่ในเกมที่ควบคุมตัวแปรไม่ได้
จึงเพียงแต่นั่งพักอยู่ขอบสนาม หรือเชิงเขา ชายทะเล ที่บางคนค่อนขอดว่ามาตากอากาศ

ด้วยประเมินไม่ถูกว่า  หากก้าวลงไปในผืนน้ำ  นั่นจะเป็นพื้นทรายนุ่มเท้า  หรือโคลนดูด
ประเมินไม่ได้ว่า  เขียว ๆ ที่เห็นข้างหน้าคือป่ามรณะหรือไพรพิสดาร

ครั้งหนึ่งเมื่อยังเยาว์  ฉันเคยต่อภาพเด็กหญิงกับแม่ในสวนดอกไม้หลากสีได้สำเร็จ
ไม่แน่ใจว่าเป็นภาพก็อปปี้มาจากงานของเรอนัวร์ หรือ โมเนท์

ความรู้สึกตื่นตาตื่นใจ ปลื้มปิติ  ที่ไม่รู้ว่าเกิดจากความงดงามของภาพ
หรือเกิดจากความสำเร็จที่มาจากความเพียรพยายามอันยาวนาน

ภาพนั้นใส่กรอบแขวนไว้ข้างผนังบ้านอยู่นานปี  กระทั่งหายไปในช่วงที่ย้ายบ้านบ่อย ๆ
และฉันก็เลิกสนใจมันไปแล้ว

ถึงแม้ภาพจริงจะหายไป แต่ก็เป็นไปได้ที่มนุษย์เรามักจะสร้างภาพใหม่ขึ้นอีกเรื่อย ๆ ไม่รู้จบ
ความสำเร็จในวัยเด็ก บางครั้งก็เหมือนภาพลวงตาที่ทำให้เราฝังใจ
โดยไม่รู้ว่าอาจเป็นเพียงเงา หรือการเล่นตลกจากใครบางคน
แกล้งให้เราหลงรอคอยอะไรบางอย่างที่ไม่เคยมีอยู่จริง






หลอกล่อเราด้วยขนมหวานเล็ก ๆ น้อย ๆ เวลาที่เราเบื่อ
จนทำให้เราต้องหวนกลับมาอยู่ในเกม
และเฝ้ารอคอยความฝันสีลูกกวาด ที่เรียกรวม ๆ ว่าความสุขสมหวัง หรือความสำเร็จ
ที่คิดว่าอยู่ข้างหน้านั้นต่อไป

รวมทั้งสร้างแรงจูงใจที่จะต้องก้าวไปไขว่คว้ามันมาให้ได้
ซึ่งบางคนอาจคิดว่าสมหวัง  แต่บางคน..อาจต้องรอกันทั้งชีวิต

เช่นเดียวกับตัวต่อแห่งชีวิตของฉัน
ที่ในวันนี้ฉันรู้ดีว่า  ความหวังนั้นเป็นเพียงสายลมเย็นชั่ววูบ ในบ่ายอัีนร้อนระอุ
ชีวิตไม่ได้ง่ายและสำเร็จรูปเหมือนสิ่งของ
และไม่ได้มีชิ้นส่วน หรือแง่มุมที่ลงตัวเหมือนจิ๊กซอว์ที่เคยเล่น

ดูเหมือนฉันจะรู้ทันใครคนนั้นขึ้นมาบ้างแล้ว

และบางทีการที่ฉันคิดว่าจะเติมตัวต่อให้เต็มผืน 
อาจเป็นความคิดที่ผิดมาตั้งแต่ต้นแล้วก็ได้

วันนี้ ที่พระอาทิตย์กำลังเดินทางกลับบ้าน
ฉันคิดถึงคุณครูประจิตและเรียงความชั้น ป.3
บอกกับตัวเองว่า  ถึงทุกวันนี้ฉันก็ยังเป็นเพียง  "กวางน้อยตัวหนึ่ง"
ที่ยังคงและเล็มหญ้าอยู่ตามป่าละเมาะ...

ส่วนความสุขสมหวังสีลูกกวาด ที่เคยหลงรอคอย..
ก็อยู่กับฉันมาตั้งแต่ 8 ขวบแล้ว...








ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น