วันพฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

แม่บ้านชานเมือง (1)





ฉันชอบทำของใช้เอง

ไม่ได้มีฝีมือเลอเลิศ  แต่อยากทำ
ไม่ใช่คนขยันขันแข็ง  แต่ก็ไม่ถึงกับขี้เกียจ

ถ้ามีใจ"อยาก"ขึ้นมาเมื่อไร ก็จะทำ

ทำแล้วก็ชอบทำให้เสร็จ  จนบางครั้งแอบเผลอชุ่ย
เพราะความอยากให้เสร็จเร็วๆนี่แหละ
จึงต้องคอยเตือนสติ กำราบตัวเอง ขัดเกลาตัวเอง
ถูลู่ถูกังกับตัวเองมาหลายงาน

ตอนที่ลูกยังเล็ก เป็นเด็กนักเรียนประถม ถึงมัธยมต้น
ฉันเป็นคนปักชื่อบนเสื้อนักเรียนทุกตัวของลูก

ลูกจะอายเพื่อนบ้างหรือเปล่าไม่รู้
ที่ชื่อตัวเองปักด้วยฝีมือโย้เย้ของแม่
ในขณะที่ของเพื่อนเกือบทั้งหมด
ปักด้วยเครื่องปัก สวยงาม เรียบกริบ

สมัยที่ฉันเป็นเด็กนักเรียน เราปักกันเองทั้งนั้น
เครื่องปักเพิ่งมามีในยุคหลังๆนี่เอง

และร้านรับปักเสื้อไม่เคยได้กินเงินแม่อย่างฉัน

ของใช้ในบ้านหลายอย่างก็ชอบทำเอง
เช่นพรมเช็ดเท้า ที่ทำจากเศษผ้า
ผ้ารองจาน  ม่านหน้าต่าง ฯ

เคยฝันว่าจะเก่งขนาดตัดเสื้อผ้าให้ลูกใส่ได้
ส่วนหนึ่งเพราะอยากประหยัด 
เวลาเปิดเทอม ซื้อเสื้อผ้าให้ลูกที ต้องจ่ายหลายตังค์

จึงลงทุนไปเรียนตัดเสื้อ
ไม่มีปัญญาไปเรียนที่แพงๆ จึงไปสมัครเรียนของ กศน.
กศน.คือการศึกษานอกโรงเรียน
หน่วยงานนี้ยังอยู่หรือยุบไปแล้วไม่รู้

เรียนในวัด ไม่ไกลจากบ้านนัก
ถ้าจำไม่ผิด  ค่าเรียนแสนถูก ตกชั่วโมงละ 1 บาท
เรียนอยู่ประมาณ 2-3 คอร์ส  คอร์สละประมาณ 1 เดือน
เรียนจนสร้างแพทเทิร์นได้

ช่วงที่อยู่ในมู้ดการเรียน อาจหาญถึงขนาดตัดชุดนักเรียนให้ลูกได้

ตัดชุดยุวกาชาดให้ลูกสาว
ตัดชุดลูกเสือและกางเกงนักเรียนให้ลูกชายได้หลายตัว

แต่พอเลิกเรียน และลูกโต แยกย้ายกันไปเรียนที่อื่น
ความรู้ของแม่ก็เข้าฝัก
ส่งคืนอาจารย์หมดเกลี้ยง
อุปกรณ์บางอย่างกลายเป็นส่วนเกินของบ้าน  เช่นจักรโพ้ง
ไม่ได้ใช้ ขายคืนก็ไม่ได้ อยากจะยกให้ใครที่ควรให้แบบฟรีๆด้วยซ้ำ
แต่ก็ยังหาตัวคนอยากได้ไม่เจอ

เลิกตัดเสื้อ  เพราะเสื้อตัดยาก มีรายละเอียดเยอะ
ทั้งการเข้าปก โค้งแขน  เข้าแขน

ยังคงตัดกระโปรงทรงเอ ที่ใส่ประจำ
มีแพทเทิร์นอยู่แล้ว  ใช้แพทเทิร์นเดียวจนกระดาษเปื่อย

และไปๆมาๆก็เลิกตัดกระโปรง เพราะตัดไว้เยอะแล้ว
ใส่ไปได้ตลอดชีวิต

ตอนนี้เหลือตัดให้ตัวเองเพียงอย่างเดียว คือเสื้อคอกลม แขนกุด
เรียกว่าเสื้อคุณป้า
เป็นเสื้อประจำตำแหน่ง ที่มีแพทเทิร์นตายตัวอีกเหมือนกัน
เข้ากับอากาศร้อนที่ทวีขึ้นทุกปี  จนแทบจะใส่เสื้อมีแขนไม่ได้

ผ้าที่ตัดก็มักเอามาจากเสื้อผ้าเก่าๆ ที่เก็บๆไว้
ตัวไหนเคยชอบ เคยรัก แต่ไม่ใส่แล้วก็จะเลาะออกมา ทำเป็นผ้าต่อ

ดังนั้นเสื้อที่ฉันใส่บางตัว อาจจะมีลวดลายผ้าต่อใกล้เคียงกับพรมเช็ดเท้าที่บ้าน

ส่วนคุณพ่อบ้านก็มีชุดประจำชาติเช่นกัน
นอกจากเสื้อม่อฮ่อม กางเกงม่อฮ่อม ที่ซื้อจากร้านเจ้าประจำแล้ว
เดิมเคยซื้อเสื้อผ้าฝ้ายคอกลม แขนสั้นให้เขา  จากสวนลุมไนท์บาซาร์

มีร้านประจำที่ถ้าได้ไปก็จะซื้อครั้งละครึ่งโหล 
เขาจะลดราคาให้เป็นพิเศษ

ตอนหลังแทบไม่ได้ลงกรุงเทพฯ  จึงคิดตัดเอง
ไม่ยากอะไร  แค่ก็อปปี้แพทเทิร์น แล้วหาซื้อผ้าที่ชอบ
ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผ้าฝ้าย ที่คิดว่าใส่สบาย
ประหยัดเงินไปได้อีกเยอะ

คุณพ่อบ้านใช้เสื้อผ้าเปลือง เพราะใช้ชีวิตกลางแจ้งเป็นส่วนใหญ่
ทำสวน ฟันไม้ รดน้ำต้นไม้  เสื้อมักเปื่อยขาดที่คอ เพราะเหงื่อเค็ม
เสื้อขาวติดยางกล้วยซักไม่ออกหลายตัว

ถ้าฉันจำเป็นต้องเดินทางไปไหนหลายวัน
นอกจากต้องเตรียมเสบียงอาหารไว้ให้แล้ว
ก็มักจะต้องตัดเสื้อเพิ่มไว้ให้เขาจนครบวัน

เพราะเขาจะไม่ยอมซักผ้า (แม้จะมีเครื่อง)

เคยจากไปครึ่งเดือน
กลับมาถึงบ้านถึงกับตะลึงงัน

เสื้อผ้าพ่อกองเป็นภูเขา 1 ลูกใหญ่
ลูกชายปิดเทอมกลับมาอยู่บ้าน กองเป็นภูเขาอีกลูก  คนละมุมกัน

ทั้งหมดรอแม่มาสะสาง !!

โชคดีที่ฉันเป็นคนชอบซักผ้า
ช่วงที่เครื่องซักผ้าเสียก็ซักมือได้ไม่มีปัญหา
ส่วนหนึ่งอาจเพราะเป็นคนขี้ร้อน ชอบเล่นน้ำ
แต่การรีดผ้านี่ ไปไกลๆเลย  เกลียดมาก
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ครอบครัวเรานิยมใส่เสื้อผ้ายับ  5555

นิสัยนี้ยังติดไปถึงลูกสาว ที่แม้จะจากไปเรียน และทำงานแล้ว
เธอก็ไม่ชอบใส่เสื้อผ้าเรียบเหมือนกัน

เตารีดที่บ้านหงอยเหงามาเป็นปี นับแต่ลูกๆไม่อยู่
ไม่ต้องรีดชุดนักเรียนให้พวกเขาอีกต่อไป
ประหยัดค่าไฟไปไม่ใช่น้อย





วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

โอกาส





ของขวัญปีใหม่จากลูกชาย
สงสัยอยากให้แม่ผอม..

"แม่อ่านนะ"
เขากำชับ ก่อนกลับไป กทม.

สองเดือนแล้วแม่ยังไม่ได้อ่าน  เพราะติดโน่นนี่นั่น

วันก่อนขนขยะในบ้านไปขายยังโรงรับซื้อของเก่า
ที่ตั้งอยู่ห่างไกลในดงฝุ่น
ทั้งขวดแก้ว พลาสติก กระป๋อง ที่เก็บรวบรวมไว้เป็นปี
แล้วก็ยังมีหนังสือ..

หนังสือที่เหลือรอดจากการแทะเล็มของฝูงปลวก
จะยกให้ใครก็ดูไม่ดี เพราะรูปเล่มที่ถูกแทะจนเว้าแหว่ง
จึงต้องชั่งกิโลขาย ให้เขาเอาไปย่อยใหม่

เด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับลูกชาย
หน้าตาเนื้อตัวมอมแมม รี่เข้ามาช่วยยกของลงจากท้ายกระบะ

เมื่อเขาเห็นกองหนังสือที่ฉันมัดเชือกฟางไว้เป็นมัดๆ
ประกายตา ท่าทางของเขาดูตื่นเต้นขึ้นมาทันที
เข้ามาหยิบ มาดึงหนังสือบางเล่มไปพลิกดู
และคำพูดเพียงประโยคเดียวของเด็กหนุ่ม ทำให้ฉันอึ้ง

"หนังสือดีๆทั้งนั้นเลย"

หญิงสาวอีกคน อายุมากกว่าเด็กหนุ่มขึ้นมาหน่อย เดินมาสมทบ
เธอพูดขึ้นอย่างกระตือรือร้นว่า
"แฮรี่ พอตเตอร์ ก็มี"

ฉันรู้สึกสะท้อนใจ  สัมผัสได้ในทันใดว่าพวกเขารู้คุณค่าของหนังสือ
ส่วนจะมีโอกาสเข้าถึงแค่ไหน ยากที่จะรู้

ไม่มีหนังสือให้คนที่อยากอ่าน  ไม่มีที่  ไม่มีเงิน  ไม่มีงบ
ทั้งที่มีหนังสือพิมพ์ออกมาขายมากมาย ล้นเหลือเฟือฟายสำหรับคนมีเงิน
มีงานหนังสือปีละหลายครั้ง  แต่ต้องมีเงินจึงจะได้อ่าน

คำถามผุดขึ้นมาในใจมากมาย
ล้วนเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ

คิดถึงลูกชาย 
ที่พอมีเงินเหลือซื้อหนังสือเป็นของขวัญปีใหม่ให้แม่
แต่ลูกชายของแม่อีกคน   หน้าตาเนื้อตัวมอมแมมอยู่กลางกองขยะ
คงไม่มีโอกาสเช่นนี้..









วันศุกร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2557

ปลวก









เงี่ยหูฟังเสียงปลวกกัดกินใบไม้ ที่พื้นกอไผ่
กัดแทะกันเป็นกระบวนการ
กัดไม่ปล่อย

ไม่น่าเชื่อว่าจะได้ยิน..

เพื่อนคนหนึ่ง บอกเคยขนหัวลุก นิ่งงัน
เมื่อได้ยินเสียงแบบนี้ หน้าตู้หนังสือ ยามดึก

ปลวก สัตว์มหัศจรรย์พันลึก
มากันเป็นกองทัพ  บุกรุกโจมตี แบบเงียบเชียบ
แนบเนียน...  ไม่ไว้หน้า

ก็กูจะกิน

เจอปลวกในบ้าน
ยามที่บ้านเมืองก็กำลังถูกปลวกนรก
กัดแทะจนแหว่งวิ่น












วันอังคารที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2556

สงคราม






น้ำเต้าหู้เจ้าหนึ่ง จอดรถเข็นขายอยู่หน้าร้านก๋วยจั๊บ
ทั้งคู่ต่างก็เป็นเจ้าดัง  ขายดีกันทั้งคู่

ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันมานานเนหลายปี

วันหนึ่งทะเลาะกันเรื่องอะไรไม่รู้
เจ้าน้ำเต้าหู้บอกไม่ส่ง ถ้าจะไปนั่งกินในร้านก๋วยจั๊บ
เธอหาโต๊ะพับได้ตัวเล็กๆ  2-3 ตัว มาตั้งข้างรถเข็นให้คนนั่งกินแทน

ร้านก๋วยจั๊บก็ประกาศไม่รับสั่งน้ำเต้าหู้ให้ลูกค้าของเธออีกต่อไป

ลูกค้าจับอารมณ์ความรู้สึกเป็นศํตรูกันได้
บรรยากาศที่ไม่เป็นมิตร มีผลต่อบรรยากาศการกินของลูกค้าอย่างแน่นอน

อาหารที่เคยอร่อย เมื่อผสมอารมณ์เกลียดชังลงไปด้วย
รสชาติดีๆ ก็หายไปได้เหมือนกัน

ยิ่งถ้าลุกลามเป็นการด่าทอกันข้ามหัวคน
ก็มีโอกาสจะเสียลูกค้าด้วยกันทั้งสองฝ่าย

เจ้าขายสลิ่ม ลอดช่อง  กับเจ้าขายน้ำเต้าหู้ในตลาดอีกแห่งหนึ่งก็ไม่ถูกกัน
ร้านอยู่ติดกัน ที่ทางมีจำกัด  จึงจำต้องตั้งโต๊ะติดกัน

คนกินได้รับการชี้เขตด้วยเชือกฟางที่ขึงขวางไว้
ห้ามรุกล้ำไปในแดนของอีกฝ่ายอย่างเด็ดขาด

คับแคบเรื่องพื้นที่ ยังไม่เท่ากับใจที่คับแคบยิ่งกว่า

เวลาเรามองจากข้างนอก ด้วยสายตาของบุคคลที่สาม
ที่คิดว่าไม่มีผลประโยชน์ร่วมกับฝ่ายไหน
เราจะเห็นเส้นแบ่งนี้ชัดเจน แม้ไม่ได้ขึงเชือกแบ่งเขต

และบางครั้งก็อาจเผลอตัดสิน สรุปว่า
มันช่างไร้วุฒิภาวะกันเสียจริงๆ

แต่เมื่อใดที่เรากลายเป็นคู่กรณีไปเสียเอง
เราก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของกองฝุ่น
เราจะมองไม่เห็นอะไร
เพราะฝุ่นกำลังเข้าตา

ความเกลียดชังทำให้เกิดภาวะมืดบอด
หรือภาวะฝุ่นเข้าตา
ปวดแสบปวดร้อน

ความเกลียดชังคือสงคราม
ที่ยากจะจบลงอย่างสันติ


ความเกลียดชังทำให้คนชาติเดียวกันฆ่ากันตายเป็นเบือ
บางครั้งจบลงด้วยการแบ่งแยกประเทศ
แล้วยังตามล่าล้างผลาญกันต่อไม่เลิก
เป็นโศกนาฏกรรมร่วมกันของมนุษยชาติ

สงครามเกิดขึ้นทุกที่  ทุกหนทุกแห่ง
เกิดตั้งแต่ในบ้าน  ในครอบครัว จนถึงท้องถนน
เกิดในประเทศ  ต่างประเทศและลามไปทั่วทั้งโลก

ถ้าพูดแบบพระ
ต้องบอกว่าจุดเริ่มต้นของสงคราม
อยู่ภายในใจของเรานี่เอง..

จะแสวงหาความสงบก็ต้องเริ่มที่ใจของเรานี่แหละ
ดับไฟในใจให้ได้เสียก่อน

และนั่นคือสิ่งที่ยากทีสุด...


วันนี้ขณะที่นั่งทำงาน
เสียงดังนอกหน้าต่าง ..พั่บ  ๆ  ๆ  พั่บ ๆ ๆ .. ติดๆ กัน
นานจนต้องลุกไปดู

นกเขาสองตัว กำลังกางปีกจิกตีกันอยู่ที่ลานบ้าน ใต้ร่มไผ่
ไล่จิก ไล่ตี คุมเชิงกันไม่ยอมถอย
ท่าทางไม่มีใครยอมใคร

นาทีนั้นอดคิดไม่ได้ว่า
โชคดีนะที่เราได้เกิดมาเป็นคน
ยังทันรู้ว่าต้องดับไฟในใจให้ได้เสียก่อน

ถ้าเราเป็นนกเขาสองตัวนี้
จะต้องเกิดอีกกี่ชาติก็ไม่รู้กว่าจะได้เป็นคน
และกว่าจะได้รู้...









วันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ความตายพรากเราจากกันไกล








ปี 2555  น่าจะเป็นปีที่ได้หัวเราะ ฮ่าฮ่าฮ่า อย่างมีความสุข
ตามสัญญลักษณ์เลข 5 ที่คนไทยเอามาใช้แทนเสียงหัวเราะ

แต่กลับเป็นปีแห่งการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของฉัน

ฉันสูญเสียคนใกล้ชิดที่สุดในชีวิตไปถึงสองคน
ในเวลาห่างกันเพียงวันเดียว

คนหนึ่งเปรียบเหมือนแม่คนที่สอง
เป็นผู้มีพระคุณยิ่งใหญ่ในชีวิต

อีกคนเป็นพี่สาวร่วมโลก  แม้ไม่ได้ร่วมสายเลือด
แต่ก็สนิทชิดเชื้อ รู้จักรู้ใจกันมายาวนานเกินกว่า 3 ทศวรรษ

ความตายพรากเราจากกันไกล
ทั้งที่ทำใจไว้ มาช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว
ตั้งแต่ครั้งรู้ข่าวว่าทั้งคู่ล้มป่วย

เรานั่งอยู่หน้าห้องไอซียู รอเข้าเยี่ยมวันละสองรอบ
วันแล้ววันเล่า...
เป็นช่วงเวลาแห่งความอึดอัด ทรมาน

ใจของเราเล่นเอาล่อเอาเถิดกับความตายอย่างเหน็ดเหนื่อย
ต่อรองและแม้กระทั่งติดสินบนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์
เหมือนเล่นเกม ที่ผลัดกันแพ้ชนะกับโชคชะตาเป็นรายวัน
อยู่ยาวนานหลายเดือน..

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2555   พี่สาวจากไปตอนตีสอง
วันที่ 24 พฤศจิกายน 2555  น้าจากไปตอนสองทุ่ม

เหตุการณ์เกิดขึ้นตรงหน้า ทุบหัวที่มึนงงให้แกว่งไปมา
ด้วยภาระหน้าที่มากมาย ที่ต้องจัดการต่อไป

เวลาผ่านไปแล้ว 1 ปีเต็ม...

ฉันพยายามเปิดลิ้นชักแห่งความทรงจำ
แต่พบว่าทุกอย่างยังคงผูกปม
พันกันยุ่งเหมือนเส้นด้ายอยู่ในนั้น
บางอย่างยากต่อการคลี่คลาย
และอาจต้องใช้เวลาทั้งหมดของชีวิต
กว่าจะเข้าใจทุกสิ่งได้ถี่ถ้วน

น้าจากไปแบบที่เจ้าตัวไม่คาดคิดว่าจะเป็นการป่วยครั้งสุดท้าย
จึงไม่ได้จัดการเรื่องใดๆทั้งสิ้น
ทิ้งปัญหามหึมาไว้ให้ผู้เกี่ยวข้องสะสาง

ท่ามกลางฝุ่นตลบของปัญหา
เราได้เห็นความเป็นมนุษย์ในแง่มุมที่ชัดเจนขึ้น

ตัวละครหลากหลายใบหน้า เปลี่ยนกันมาเข้าฉาก
ละครชีวิตฉากหนึ่งจบลง  ในขณะที่อีกฉากหนึ่งกำลังเริ่มต้น






ปัจฉิมโอวาทของพระพุทธเจ้าก่อนปรินิพพาน
ลอยมาเข้าหัวสมองของฉันตลอดเวลา
กระจ่างแจ้ง ชัดเจน ลึกเข้าไปในหัวใจ
กระทั่งทุกวันนี้..


"ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด"







วันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ไผ่





บ้านเราปลูกไผ่หลากหลายพันธุ์
ตั้งชื่อเองว่าสวนไผ่เพียงดิน

ตอนที่ปู่ยังอยู่ เมื่อเห็นลูกหัวแข็ง ดื้อด้าน ดันทุรังจะปลูกต้นไผ่ในบ้านให้ได้
ปู่รีบถีบจักรยานจากสวนปู่ เพื่อมาบอกเคล็ดลับบางประการ
เพราะรู้ว่าห้ามมันไม่ได้แล้ว

เคล็ดของปู่คือ ตอนที่ขุดหลุมเตรียมปลูกไผ่
ให้หาก้อนหินมาก้อนหนึ่ง ใส่ลงไปที่ก้นหลุม ก่อนจะเอาไผ่ลงตาม
แล้วอธิษฐานว่า..
ตราบใดที่หินก้อนนี้ยังไม่แตกสลายกลายเป็นดิน
ก็ขอให้ผู้ปลูกมีอายุยืนยาวดั่งต้นไผ่...

ดังนั้นใครอยากอายุยืนมากก็หาหินก้อนใหญ่หน่อยก็แล้วกัน

คนโบราณไม่ชอบให้ปลูกไผ่ในบ้านด้วยเหตุผลหลายประการ

เพราะไผ่เป็นไม้ใหญ่ กอใหญ่
ย่อมแผ่ขยายรากไปรบกวนบ้านช่อง
ลำที่สูงยาวก็อาจจะโค่นโน้มลงเกะกะระราน

ส่วนใบเหลืองที่ร่วงหล่นจนเกือบหมดต้นในช่วงฤดูแล้ง
ก็เป็นเชื้อไฟอย่างดี




อีกเหตุผลหนึ่งที่ไม่อยากให้ปลูกก็คือ
ไผ่มีอายุขัย

เมื่อถึงเวลาหมดอายุขัย ก็จะออกดอกสะพรั่งต้น
จากนั้นไม่นาน ไผ่ก็จะตายยกกอ

น่าใจหายนะ   หากไผ่ทั้งสวนของเราถึงอายุขัยพร้อมกัน
ชวนกันออกดอกสั่งลา
แล้วพากันแห้งเฉาไปทั้งสวน ทั้งบ้าน

แค่คิดก็ใจหายวาบ ๆ

แล้วคนก็จะเชื่อมโยงความตายนี้ไปถึงเจ้าของ
ตีความรหัสนัยแห่งธรรมชาติ ยึดโยงกับคนปลูก

อดคิดถึงวันเก่าๆนั้นขึ้นมาไม่ได้
ปู่กลัวลูกหัวดื้อมีอันเป็นไป  จึงรีบถีบรถเข้ามาหา
ทั้งที่ตอนนั้นปู่ไม่ค่อยแข็งแรงแล้ว
หลายครั้งที่ปู่ขี่รถไป ล้มไป เพราะแข้งขาอ่อน ไม่มีเรี่ยวแรง

ผ่านมาแล้ว 20 ปี พร้อมกับการจากไปของปู่
ไผ่บางกอเคยออกดอก  แต่ส่วนใหญ่ยังคงอยู่

เจ้าของพยายามยื้อชีวิตไผ่กอนี้ด้วยเทคนิคบางอย่าง
คือตัดลำไผ่ลงให้หมด เหลือตอสูงจากพื้นไม่มาก
จากนั้นก็กระหน่ำให้ปุ๋ยยูเรีย
ไม่นานไผ่ก็แทงหน่อ แตกยอดขึ้นมาให้ชื่นใจ

วิธีนี้ยื้อชีวิตไผ่กอนี้มาได้อีก 10 ปีทีเดียว
แต่ในที่สุดเขาก็จากไปอยู่ดี เพราะหมดอายุขัย

เมื่อรู้ว่าจะต้องจากไปแน่ ๆ แล้ว
ก็ทิ้งดอกลงสู่ดิน

รอน้ำฝน น้ำฟ้ามาชุบชูชีวิตใหม่
ก่อเกิดไผ่ต้นน้อยมากมาย ภายใต้ต้นแม่
เป็นตัวตายตัวแทน
ที่ทำให้โลกนี้ยังคงมีต้นไผ่

ธรรมชาติวางแผนของเขามาดีแล้ว

มนุษย์ต่างหากที่ยังต้องเรียนรู้อีกยาวไกล



วันเสาร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2556

คนสาละวีก




ไม่มีใครไม่รู้จัก "แก้วโมโห"
ชื่อของหล่อนไปไกลเกินรัศมีหมู่บ้านหนองป่าครั่งนี่เสียอีก

เหตุที่แก้วโมโหมีคนรู้จักกว้างขวาง
ก็เพราะความเป็นคน "สาละวีก" ของหล่อนนั่นเอง

"รงค์ วงษ์สวรรค์" เคยให้นิยามคำว่า "สาละวีก"
ผ่านปากของน้อยแก้วใน "ขุนนางป่า" ไว้ว่า
"บ้า ๆ บอ ๆ  ไม่ครบสลึง ไม่ครบบาท"

แก้วโมโหก็เป็นคนอย่างนั้นแหละ

เมื่อหลายเดือนก่อน แก้วโมโหไปนอนเปลือยกายอยู่ใต้ต้นฉำฉา ริมทางหลวง
เดือดร้อนถึง "ตาเป็งผีกุ๋ม" ผัวของหล่อน
ที่ต้องมาลากมาดึง จับใส่เสื้อผ้าเป็นพัลวัน

แก้วโมโหมีผัวมาแล้วหลายคน ลูกก็คงจะหลายคน
ต่างกระจัดพลัดพรายกันไปคนละทิศละทาง
ไม่มีใครรู้ว่าหล่อนเป็นลูกเต้าเหล่าใคร เพราะหล่อนมาจากหมู่บ้านอื่น

ส่วนตาเป็งผีกุ๋มก็เคยมีเมียมีลูกมาแล้วเหมือนกัน
เรื่องอย่างนี้ไม่มีใครถือ ยิ่งเป็นคนสาละวีกทั้งคู่

เรือนรักของทั้งสองเป็นกระท่อมมุงหลังคาสัปรังเค
ปลูกอยู่ท้ายสุดของหมู่บ้าน

ที่ตรงนั้นเป็นที่สาธารณะ หลวงเป็นเจ้าของ เพราะติดกับลำเหมืองชลประทาน
อาศัยว่าเป็นบ้านนอกคอกนา  ห่างไกลจากในเมือง
พวกเขาจึงยังคงอาศัยอยู่ได้
กระท่อมน้อยมีไม้รวกเป็นรั้ว  หลังบ้านปลูกกล้วยอ้อย ตะไคร้อีก 1 กอ

ตาเป็ง  ที่จริงชื่อเป็งเฉย ๆ แต่เพราะคุ้มดีคุ้มร้าย เลยได้ชื่อต่อท้าย
ผีกุ๋ม ก็บอกอยู่แล้วว่าผีคุมหรือผีสิง

ตาเป็งมีอาชีพเป็นสัปเหร่อ  พอมีเงินมาให้เมียกินเหล้าไปวัน ๆ
ว่างเว้นจากการเป็นสัปเหร่อก็รับจ้างทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ
งานที่หาคนรับจ้างทำยาก อาทิ ขึ้นไปเก็บซากหนู หรือซากตุ๊กแกตายเน่าบนฝ้าเพดานบ้าน
งานขุดลอกท่อน้ำทิ้ง  หรืองานตักส้วม

ส่วนแก้วโมโห ชื่อก็บอกสรรพคุณของหล่อนอยู่ในตัว
ชาวบ้านมักมีสมญานามให้กัน
เป็นความคิดรวบยอดอันน่าทึ่งเกี่ยวกับคน ๆ นั้น

เมื่อเป็นสาวแก้วโมโหคงเป็นคนงามและช่างแต่งตัว
ทุกวันนี้ก็ยังเห็นเค้าความงามหลงเหลืออยู่  แม้อายุจะขึ้นเลข 5 มาหลายปีแล้ว

บางวันหล่อนแต้มสีปากแดงแช้ด  ใส่ต่างหูตุ้งติ้ง
ซิ่นดอกเสื้อดวงสีสด  ผมสั้นดัดเข้ารูปทันสมัย

แต่บางวันหล่อนก็ใส่ยกทรงสีขาวมอซอตัวเดียว (ยังนุ่งซิ่นอยู่)
เดินแอ่นหน้าแอ่นหลังอยู่กลางถนนตั้งแต่เช้าตรู่

ยังดีว่าหล่อนเป็นคนผอม นมต้มไม่ค่อยมี
จึงไม่ยั่วยุอารมณ์คนดูเท่าไร

หล่อนเป็นคนโมโหร้าย โดยเฉพาะกับตาเป็ง
ถ้าวันไหนหล่อนคิดว่าตาเป็งมุบมิบเงินไว้ ไม่ให้หล่อนเอาไปซื้อเหล้า
หล่อนจะอาละวาดบ้านแตก   และตาเป็งเป็นฝ่ายแพ้เสมอ

ตาเป็งเป็นคนตัวเล็ก ผอมบางยิ่งกว่าเมีย แต่ก็แกร่ง แข็งแรง
ขุดดินฟันหญ้า  ทำงานหนักได้สารพัด
แกตัดผมเกรียนเลยมองเห็นหูกาง
ตาโตดูตื่น ๆ ตลอดเวลา  กระนั้นก็มีแววซื่อ  บางคนว่าทึ่ม ไม่ทันคน

ตาเป็งสวมรองเท้าบู๊ทประจำกาย  แบกจอบพาดบ่า พร้อมลุยทุกที่
เดินอยู่ริมถนน   เดินลัดทุ่ง   เข้าไปถามหางานทำตามที่ต่าง ๆ
บางวันก็เคียงคู่ไปกับศรีภริยาแก้วโมโห
หยอกเอินกันไปเหมือนผัวหนุ่มเมียสาวยังไงยังงั้น

บ้านหนองป่าครั่ง เมื่อก่อนคงจะเลี้ยงครั่งกันมาก
เดี๋ยวนี้ยังพอมีร่องรอยเหลือนิดหน่อยจากต้นฉำฉาริมถนนไม่กี่ต้น

เดี๋ยวนี้คนทำนาน้อยลง เพราะไม่มีที่ดินเหลือ
พวกเขากลายเป็นแรงงานรับจ้าง
มีโรงงานทำเครื่องปั้นดินเผาอยู่รอบ ๆ หมู่บ้าน 2-3 โรง
สาวน้อยสาวใหญ่ ไปเป็นคนงานโรงถ้วยกันเกือบทั้งนั้น

ส่วนพวกผู้ชาย ถ้าไม่ทำงานโรงถ้วยก็ยังมีงานก่อสร้าง
เพราะพ่อกำนันเป็นผู้รับเหมาเสียเอง เรียกหาแรงงานจากลูกบ้านของตัวเองได้โดยง่าย

ระยะหลังๆ เริ่มมีคนภายนอกหมู่บ้าน เข้ามาถามหาซื้อที่ดิน
เมืองขยายออกมารอบนอกมากขึ้น
บางทีก็เป็นคนกรุงเทพฯ ที่หนีน้ำท่วมมาหาที่ดินสำรองไว้
หลายหมู่บ้านมีคนมากว้านซื้อเพื่อทำสวนยางพารา

บางคนตั้งใจมาอยู่จริงๆ
แต่บางคนที่มีเงินเย็นเหลือก็กะซื้อไว้เก็งกำไร

ล่าสุดมีชายสูงวัยจากที่อื่น  มาติดพันหญิงชาวบ้านคนหนึ่ง
ไปๆมาๆหลายรอบ  กระทั่งวันหนึ่งก็มาสร้างบ้านหลังใหญ่อยู่ติดถนน

ชื่อจริงชื่ออะไรไม่รู้ แต่ใครๆเรียกเขาว่า ผอ.
คนรู้ข้อมูลบอกว่า เขาเคยเป็น ผอ.โรงเรียนบ้านนอกแห่งหนึ่ง
ทีี่่มีนักเรียนทั้งโรงเรียนไม่ถึง 10 คน เป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่รอทางราชการมายุบ

ตอนนี้เกษียณแล้ว  เลยมาใช้ชีวิตบั้นปลายกับแม่หม้ายคนนี้
ส่วนลูกเมีย ผอ. ไม่มีใครพูดถึง

ผอ.คนนี้คงมีสตางค์บำเหน็จบำนาญโขอยู่ จึงมาสร้างบ้านหลังใหญ่โตอย่างนี้ได้
ถ้าไม่บอกก็คงไม่มีใครรู้ว่าแกเป็น ผอ.
เพราะชอบนุ่งกางเกงขาสั้นเก่าๆ  ไม่ใส่เสื้อ  พุงพลุ้ย
เดินไปเดินมา ทำโน่นทำนี่  ดูไม่มีสง่าราศีแบบพวกข้าราชการอื่นๆ
ที่ชอบใส่เสื้อซาฟารี  และชอบเข้าร้านคาราโอเกะ

เรื่องของเรื่องเกิดจากอีตา ผอ.นี่เป็นคนขยันเกินไป
หลังบ้านของแกเป็นถนนเส้นเล็กๆ  ที่คั่นระหว่างบ้านกับลำเหมืองชลประทาน

เป็นลำเหมืองเส้นเดียวกับที่่ตาเป็งและนางแก้วโมโห มาสร้างกระท่อมอยู่

คนเคยมีอำนาจอยู่ในโรงเรียน แม้จะมีครูลูกน้องแค่คนเดียว
กับเด็กนักเรียนอีก 6-7 คน  แต่ก็เป็นอำนาจที่ติดตัวมาจนคุ้นชิน

อีตา ผอ.จึงไม่คิดจะถามไถ่ใคร
แกจัดการล้อมรั้วบริเวณผืนดินข้างลำเหมือง เลยหลังบ้านแกออกไป
ซึ่งที่จริงเป็นที่สาธารณะ  อยู่ในความดูแลของสำนักงานชลประทาน

ตาแก่ ผอ.ทำกรงเลี้ยงเป็ด  เลี้ยงไก่  กว้างยาวไม่ต่ำกว่า 3 เมตรคูณ 9 เมตร
แบ่งส่วนปลูกผักอีกต่างหาก  ล้อมรั้วไม้ไผ่แน่นหนา
ครอบครองที่ดินสาธารณะอย่างภาคภูมิ

ที่สำคัญแกคงคิดว่ากำลังสร้างวีรกรรม
ทำตัวให้เป็นตัวอย่างแก่ชาวบ้าน ในเรื่องของการพึ่งตัวเองอยู่กระมัง
โดยไม่เคยสำเหนียกว่า  การพึ่งตัวเองแบบนี้
จะกลายเป็นความเห็นแก่ตัว  หรือการเอาเปรียบสังคมใดๆทั้งสิ้น

ที่สำคัญกรงไก่ของแกไปสร้างติดหัวสะพาน
ที่ชาวบ้านใช้สัญจรไปมา  ทำให้มองไม่เห็นรถที่วิ่งสวนมาอีกด้าน
จนทำให้เกิดอุบัติเหตุรถชนกันตรงจุดนั้นหลายครั้ง

ขี้เป็ดขี้ไก่ก็ไหลลงลำเหมืองสาธารณะที่ชาวบ้านใช้กันอยู่
คนเป็น ผอ. คิดเรื่องนี้ไม่ได้ แปลกจริง
ชาวบ้านส่วนหนึ่งจึงพากันไปแจ้งผู้ใหญ่บ้าน

ผู้ใหญ่บ้านซึ่งปกติเป็นคนไม่ค่อยพูด  และไม่ค่อยมีเรื่องราวอะไรในหมู่บ้านให้แก้ไข
งานนี้ก็ยิ่งพูดไม่ออก เพราะเจอ ผอ. หัวหมอที่ดูมีสถานภาพสูงกว่า
จึงต้องวิ่งไปยืมมือเจ้าหน้าที่ชลประทานให้มาพูดแทน

ผอ.หัวหมอไม่ยอมรับคำสั่งของเจ้าหน้าที่ชลประทาน
ที่ให้รื้อถอนกรงเป็ดกรงไก่ออกเสีย

เหตุผลของตาแก่ ผอ.ก็คือ
ถ้าจะไล่เขา ต้องไล่ตาเป็งผีกุ๋มกับนางแก้วโมโหให้ได้ก่อน
เพราะสร้างอยู่บนที่สาธารณะเหมือนกัน

เอาล่ะซี ตอนนี้ตาเป็งกับนางแก้วถูกจับเป็นตัวประกัน

เจอไม้นี้ทุกคนก็อึ้ง
เจ้าหน้าที่ชลประทานกลับไปแล้ว
ผู้ใหญ่บ้านสั่นหัว  ส่ายหน้า
ชาวบ้านงง
ตาเป็งกับนางแก้วไม่รู้เรื่องว่าเขาพาดพิงถึงตัวเอง

และกรงเป็ดกรงไก่ยังคงอยู่เย้ยยุทธจักร

สรุปแล้วไม่เฉพาะแต่ตาเป็งผีกุ๋มและนางแก้วโมโห
ตัวละครทั้งหมดในเรื่องนี้
ล้วนเป็นคนสาละวีก