วันศุกร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

นักเรียนปอหนึ่ง






แปลกนะ..
มีเรื่องราวบางเรื่องบางตอนในชีวิต ที่เราไม่เคยลืมเลย แม้จะ"แก่"ขนาดไหน
ในขณะที่บางเรื่องเพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน แต่กลับลืมสนิท

ฉันยังจำหน้าตาเพื่อนคนหนึ่ง สมัยเป็นนักเรียนประถมหนึ่งได้อย่างชัดเจน
จำได้ดีถึงรูปร่างอ้วนกลม  หน้ากลม  แก้มพอง  ปากหนาและชอบทำปากจู๋

เพื่อนคนนี้ชื่อนายผดุงเกียรติ
สิ่งที่ทำให้ฉันจำนายผดุงเกียรติได้ น่าจะเป็นเพราะครูประจำชั้น
(ที่ฉันจำชื่อและหน้าตาของครูไม่ได้เลย แปลกจริง) ชอบบิดพุงเขา
และเรียกเขาอย่างจริงจังว่า "นายผดุงขี้เกียจ"

คล้าย ๆ ว่า "นายผดุงขี้เกียจ" นี่แหละที่สอบได้ที่โหล่ของห้อง
และเมื่อครูตรวจกระเป๋านักเรียนเมื่อไร
กระเป๋าของนายคนนี้ก็จะมีแต่เศษกระดาษเต็มกระเป๋า

ชื่อ "นายผดุงขี้เกียจ" นี่เอง ที่ไม่เคยลบออกไปจากหน่วยความจำของฉัน
แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน

เคยนึกอยากเจอนายคนนี้เหมือนกัน ซึ่งคงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ก็ปอหนึ่งน่ะมันนานแค่ไหนกันแล้ว  เกือบ ๆ จะเท่ากับการระลึกชาติเลยทีเดียว
สิ่งที่ชัดเจน มโนแจ่ม มีเพียงใบหน้าอ้วน ๆ ของนายผดุงขี้เกียจ
และคำพูดของครูเท่านั้น

ชีวิตในช่วงปอหนึ่ง น่าจะมีอะไรพิเศษอยู่พอสมควร
เพราะฉันจำเพื่อนปอหนึ่งอีกคนหนึ่งได้ (จากคำพูดของครูอีกนั่นแหละ)

เพื่อนคนนี้เป็นผู้หญิง  ชื่อเด็กหญิงประโลม
แต่ครูเรียกเธอว่า แม่ประโลมโลก

(ครูเมื่อก่อนชอบเรียกนักเรียนหญิงว่าแม่นั่น แม่นี่  ถ้าเป็นคนเหนือก็จะเรียกหญิงนั่น หญิงนี่)
เป็นเพราะเด็กหญิงประโลม เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง คล้าย ๆ โรคหิด
ขึ้นผื่นเต็มตัว  คันคะเยอตลอดปี
บางครั้งก็มีกลิ่นไม่พึงประสงค์โชยออกมาตามเนื้อตามตัว
เด็กหญิงประโลมจึงไม่ค่อยมีเพื่อน เพราะคนรังเกียจ

แต่เธอกลับอยู่ในใจฉันมาจนบัดนี้

ส่วนฉันก็สร้างวีรกรรมตอนปอหนึ่งด้วยเหมือนกัน
เพียงเพราะไม่กล้าพูดคำว่า "ปัสสาวะ"
ซึ่งเป็นคำใหม่ในชีวิต  ฟังดูหรูหราเกินไปสำหรับฉัน
ครูบังคับให้พูดคำว่าปัสสาวะ หรืออุจจาระ  เมื่อต้องการขออนุญาตไปปลดทุกข์

จึงฉี่มันกลางห้องซะเลย
จำได้ว่ากระโปรงเปียกไปทั้งตัว
แต่จำไม่ได้ว่าถูกครูด่าหรือเปล่า
คงจะอั้นจนหน้ามืด และลืมอายลืมกลัว

วีรกรรมอีกอย่างที่จำได้แม่นยำก็คือเมื่อคราวสอบปลายภาค
น่าจะเป็นวิชาสุขศึกษา  ข้อสอบของนักเรียนปอหนึ่ง ถามว่า

"อาหารชนิดใดที่ไม่ควรรับประทาน"

หลังจากสอบเสร็จ ฉันรีบวิ่งแจ้นกลับบ้านที่อยู่ใกล้ ๆ โรงเรียน

นี่เป็นการสอบครั้งแรกในชีวิตนักเรียน
กลับไปเล่าอวดข้อสอบให้แม่ฟัง
จำได้แม่นว่า เล่าเสร็จ ทุกคนในบ้านพากันหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง
ทั้งที่คนเล่าก็ยังงุนงงสงสัยต่อไปอีกหลายปี  ว่ามันจะผิดไปได้ยังไง
กับคำตอบที่ว่า
"อาหารที่ไม่ควรรับประทานได้แก่ ช้าง เสือ สิงโต.."

หรือใครจะเถียงว่าไม่จริง


หวยอากาศ






"ยาย มะม่วงกองเท่าไร ?"
"สิบห้าบาทจ้า.."  
ยายจัดมะม่วงอกร่องสุกวางเป็นกอง ๆ บนผ้ายางที่ปูบนพื้นซีเมนต์หน้าตลาด

"สิบบาทได้มั้ย"  คนต่อราคาทรุดตัวลงนั่งยอง ๆ พลางหยิบจับมะม่วงในกองพลิกไปมา
"ไม่ได้ดอกจ้า"  น้ำเสียงของยายยังสดใสอยู่

"สิบบาทก็แล้วกันยาย  ฉันเอาสองกองเลย"
"ไม่ได้หรอกคุณ  กองนึงก็ตั้งเกือบสิบลูกแล้ว"

"แหม..ลดหน่อยก็ไม่ได้ ยายนี่.."  มือยังคงหยิบจับมะม่วงลูกโน้น ลูกนี้
"ลดไม่ได้หรอกค่า  แค่นี้ก็ขายถูกกว่าคนอื่นตั้งเยอะแล้ว"

"แต่มันไม่ค่อยสวยแล้วนี่  ยายลดหน่อยก็แล้วกัน"  มือข้างหนึ่งบีบมะม่วง
ทำนองสงสัยว่าลูกนี้จะช้ำในหรือเปล่าว้า

"นี่ก็ช้ำแล้วนี่"

"เห็นใจคนแก่เถอะแม่คู้น  นี่ฉันก็มาไกลตั้งพิจิตรโน่น"  น้ำเสียงของยายชักแข็งขึ้น

"น่า..นะ ลดหน่อย  สองกองยี่สิบห้าก็แล้วกัน"

"..............."  

ยายเริ่มหน้าตึง  เลิกตอบ  แววตาเริ่มขุ่นขวางมองตามมือที่คอยบีบมะม่วงอย่างไม่เกรงใจ

ฉันยืนรีรออยู่ข้างหลัง  ฟังการสนทนามาตั้งแต่ต้น
จะแทรกตัวเข้าไปก็ยังไม่ได้ เพราะคนต่อรองราคานั่งยอง ๆ ขวางทางแคบ ๆ นั้นอยู่

"ตกลงได้มั้ยเนี่ย.."

"................"  

ไม่มีคำตอบจากใบหน้าที่เริ่มงอง้ำของยาย

"งั้นเอากองเดียว !"  
คนพูดพูดอย่างไม่เต็มเสียงเต็มใจ  ค่าที่ลงทุนต่อรองอยู่เป็นนานแล้วไม่ได้ผล  
จะไม่ซื้อก็คงกลัวยายด่า เธออาจต้องเสียหน้ากลางตลาด

ว่าแล้วก็ลุกขึ้นยืน แทบจะโยนเงินเหรียญสิบและเหรียญห้าให้คนขายอย่างเสียไม่ได้

ยายค้อนควักตามเมื่อหล่อนเดินคล้อยหลัง

"ยายจ๊ะ   เอามะม่วงสองกอง"   ฉันบอก
ยายหยิบมะม่วงใส่ถุงยื่นให้  รับเงินสามสิบบาทจากฉันแล้วก็เริ่มให้ศีลให้พร

"ขอให้คุณเจริญ ๆ ร่ำรวย อยู่ดีมีสุข  ขอให้ถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 นะแม่คู้น.."

ใครได้ยินก็คงจะงง  ซื้อมะม่วงแค่สองกอง ทำไมต้องให้ศีลให้พรอลังการขนาดนี้

แต่ฉันไม่แปลกใจหรอก
จริง ๆ แล้วยายคงอยากให้พรลูกค้าคนเมื่อกี้มากกว่า
และพรนั้นคงอยู่ฝั่งตรงข้ามกับพรที่ฉันได้รับ
จะดำดิ่งลงสู่เหวลึกขนาดไหนก็ลองประมาณกันดู  แต่ยายพูดออกมาดัง ๆ อย่างใจคิดไม่ได้

ฉันซึ่งเข้ามาเป็นตาชั่งอีกด้านหนึ่งในจังหวะนั้นพอดี
จึงถูกหวยอากาศเข้าไปเต็ม ๆ
กลายเป็นนางเอกฝ่ายดีไปโดยไม่รู้ตัว



วันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

บ้านใหม่หมอกจ๋าม







เมื่อ 20 กว่าปีก่อน ฉันเคยเดินทางไปบ้านใหม่หมอกจ๋าม
ที่ตำบลท่าตอน  อำเภอแม่อาย  เชียงใหม่

ถามคนที่นั่นเขาบอกว่า "หมอก" หมายถึงดอก
ส่วน"จ๋าม" คือดอกจำปา  ที่บ้านเราเรียกว่าลั่นทมนั่นแหละ
บ้านใหม่หมอกจ๋าม จึงน่าจะเป็นหมู่บ้านที่เคยมีดอกลั่นทมมากมาย
แต่ตอนที่ไปนั้นไม่ค่อยเห็นมีสักเท่าไร
ส่วนคำว่าบ้านใหม่  น่าจะพอเดาได้ว่าหมู่บ้านคงตั้งขึ้นมาไม่นานนัก

บ้านใหม่หมอกจ๋าม เป็นหมู่บ้านชาวไทยใหญ่ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำกก
ปีที่ฉันไปมีจำนวนครัวเรือนราวสามร้อยกว่าหลังคาเรือน
ในจำนวนนั้นมีชาวไทยลื้ออยู่ด้วยประมาณ 10 หลัง
ชาวบ้านมีอาชีพทำนา ทำสวน ปลูกถั่วเหลือง ทำถั่วเน่า

แต่ละบ้านมีตะแกรงไม้ไผ่ตากถั่วเน่ากันเป็นแถว ๆ สวยงามมาก
เสียดายที่ไม่ได้บันทึกสูตรการทำถั่วเน่า อาหารที่มีประโยชน์มากมายนั้นมาด้วย
เพราะมุ่งไปที่เรื่องอื่นมากกว่า

ครั้งนั้นฉันมุ่งหน้าเพื่อไปตามหาช่างกระดาษคนหนึ่ง
ลุงจั่นตา  โพธิ
ในปีนั้นลุงมีอายุ  73 ปี

ช่วงที่ไป ภรรยาของลุงเพิ่งเสียชีวิตได้ไม่นาน
ลุงยังมีอาการโศกเศร้า  เอารูปป้าวางไว้บนหัวนอน
พลอยทำให้เรารู้สึกสูญเสียไปด้วย
เมื่อป้าตายลุงก็อยู่กับลูกชายคนเล็กวัย 25
ส่วนลูกสาวอีกสองคนมีครอบครัวและแยกไปอยู่ที่อื่น

ลุงจั่นตา เป็นชาวไทยใหญ่
เดิมอาศัยอยู่ที่เมืองสาด  ประเทศพม่า
ต่อมาราวปี พ.ศ. 2508  ได้อพยพครอบครัวเข้ามาอยู่ในเขตไทย
ที่บ้านใหม่หมอกจ๋ามนี่เอง

ระยะที่อพยพเข้ามาใหม่ ๆ ลุงบอกว่าไม่รู้จะประกอบอาชีพอะไร
เพราะไม่มีที่นา  และเป็นคนสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง
คนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านจึงแนะนำให้ทำกระดาษ
เพราะเป็นอาชีพที่เคยเห็นมาตั้งแต่เป็นเด็ก ในหมู่บ้านเดิมของตัวเอง

ลุงจั่นตาเริ่มทำกระดาษเมื่อปี พศ. 2517
ความรู้และประสบการณ์จากถิ่นเดิมทำให้เริ่มได้โดยไม่ยาก
ทำแล้วก็ขายให้คนในหมู่บ้านบ้าง  ส่งไปขายที่เมืองฝางบ้าง พอเลี้ยงตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ

ลุงยังเล่าอีกว่า ในปี พ.ศ. 2522  ในหลวงเสด็จมาที่หมู่บ้าน
ในหลวงทรงสนับสนุนงานทำกระดาษของลุง
นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ลุงจั่นตาเป็นที่รู้จักแก่คนทั่วไป
ในฐานะช่างกระดาษฝีมือดี

วิธีการทำกระดาษของลุง เป็นวิธีการของไทยใหญ่ในเขตพม่า
คือวิธีแตะ  (ศัพท์ทางงานกระดาษ คือการใช้มือแตะเยื่อในตะแกรงให้สม่ำเสมอ)

และก่อนที่จะเทเยื่อลงในตะแกรง  จะเอาเยื่อใส่ลงในกระบอกไม้ไผ่ที่มีน้ำอยู่จำนวนหนึ่ง
ใช้ไม้ด้ามยาว ที่ทำสลักไม้เสียบอยู่รอบ ๆ  กระทุ้งเยื่อในกระบอกให้กระจายตัวดี
จากนั้นจึงเทเยื่อที่ถูกกระทุ้งแล้วลงในตะแกรงสีเหลี่ยม
แตะเยื่อให้กระจายตัวสม่ำเสมอในตะแกรง 
แล้วจึงค่อย ๆ ยกตะแกรงขึ้นตั้งให้สะเด็ดน้ำ  และยกไปตากแดดเป็นขั้นตอนสุดท้าย

ลุงจั่นตาเป็นช่างกระดาษคนแรกและคนเดียวของหมู่บ้าน
จนกระทั่งปี 2526  จึงเริ่มมีคนอื่นทำบ้าง โดยมาเรียนรู้วิธีการทำจากลุง
ทำเป็นงานเสริม หลังว่างจากงานในไร่นา
ในขณะที่ลุงทำเป็นงานหลัก

ต่อมามีพ่อค้าจากอำเภอแม่สายเข้ามาติดต่อขอซื้อกระดาษเป็นจำนวนมาก
พ่อค้าลงทุนเอาเครื่องตีเยื่อเข้ามาให้ถึงหมู่บ้าน เมื่อ ปี 2531
(บ้านใหม่หมอกจ๋ามมีไฟฟ้าใช้ปี 2530)
เป็นลักษณะการให้ยืมใช้ ยังไม่มีการหักเงินใช้ค่าเครื่องในขณะนั้น

จากที่เคยทำอยู่คนเดียว
ลุงจั่นตาต้องจ้างคนงานมาช่วย บางช่วงมีคนงานถึง 6-7 คน

กรรมวิธีการผลิตที่เคยทำแบบดั้งเดิมจึงต้องเปลี่ยนแปลงให้ทันกับความต้องการ
มีการใช้สารเคมีคือ โซดาไฟ (โซเดียมไฮดรอกไซด์) แทนขี้เถ้า
และผงฟอกคลอรีน เพื่อให้เยื่อขาว  แทนสีธรรมชาติที่เคยมีเพียงสีเดียว
และบางทีก็ต้องย้อมสีอื่น ๆ ตามใจลูกค้า

ลุงบอกว่ามีหน่วยงานราชการพาไปอบรมเรื่องการย้อมสี
และสอนทำผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จากกระดาษ
แต่เราก็ไม่ได้เห็นผลิตภัณฑ์ใด ๆ นอกเหนือจากกระดาษเป็นแผ่น ๆ และสมุดพับ
เพราะเพียงแค่นี้ลุงก็ทำไม่ทันแล้ว

ภาพชาวบ้านนั่งเรียงกันล้างเปลือกไม้ริมแม่น้ำกกที่เห็นในครั้งแรก
เคยเป็นภาพบริสุทธิ์ สวยงาม ติดตาติดใจ
แต่เมื่อจินตนาการถึงสายน้ำที่ต้องรองรับสารเคมีเหล่านี้วันแล้ววันเล่าแล้วก็น่าใจหาย
มันเป็นวิถีของความเจริญที่มาพร้อมกับการทำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เหมือนฉายหนังเรื่องเดิม ๆ จนเราชินชา ?

ก่อนกลับ ฉันซื้อสมุดพับ (คนเมืองเรียก "ปั๊บ" ) ของลุงมาเล่มหนึ่ง
ถูกใจมากเพราะเล่มใหญ่ได้ใจ  กระดาษสาสีธรรมชาติเนื้อเีนียนแน่น
(ตรงนี้ลุงมีเคล็ดลับในการทำกระดาษปั๊บที่น่าสนใจ แต่จะเล่าถึงในวันหลัง)

สมุดพับผูกพันกับวิถีชีวิตของคนโบราณแถบบ้านเรา
ซึ่งน่าจะรวมทั้งอุษาคเนย์
ใช้บันทึกสรรพตำราต่าง ๆ  ใช้เรียน ใช้สอน ทำถวายพระ ถวายวัด
จึงทำด้วยความประณีต  ถวายเป็นพุทธบูชา
ฝรั่งเรียก Accordion book เพราะต้องพับกระดาษทบไปทบมาแบบหีบเพลงชัก
มีเทคนิควิธีการทำเฉพาะตัว ที่ไม่ง่ายเลย

ปั๊บเล่มที่ฉันซื้อของลุงเล่มนี้ ความกว้างยาวของเล่มคือ  7 1/4 " x 18 3/4 "  หนา 2 1/2"
เมื่อคลี่ออก วัดความยาวของกระดาษดูแล้ว อยู่ที่  27 เมตร
แม่จ้าว !!   ฉันซื้อมาในราคา (เมื่อ 20กว่าปีก่อน) เพียง 200 บาท

อยากจะร้องกรี๊ดสส... และเป็นลมแปดตลบ
ให้กับราคาสมุดถูกแสนถูกของลุง
และอีกกรี๊ดสส..ให้กับราคาของทุกอย่างที่แพงขึ้นอย่างเสียสติในวันนี้

ฉันอยากกลับไปเยี่ยมลุงอีก  คิดไว้หลายครั้งแต่ก็ไม่เคยมีโอกาส
ป่านนี้ถ้าลุงยังอยู่ ลุงคงอายุ 90 กว่าแล้ว
หรือถ้าลุงไม่อยู่แล้ว ลูกชายของลุงที่เคยเป็นคนส่งของให้พ่อ
จะทำงานนี้ต่อหรือเปล่านะ
ลมหายใจของกระดาษบ้านใหม่หมอกจ๋ามจะยังมีอุ่นไออยู่หรือเปล่า ?
แม่น้ำกกสายนั้นยังอยู่ดีมีสุขอยู่หรือเปล่าหนอ ?

ล้วนเป็นคำถามที่ชวนให้จินตนาการต่อไปไม่รู้จบ...



















วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ป้าอีเลนและลุงซิดนีย์








ปลายปี 2539  ฝรั่งอาวุโสสองคนผัวเมียนามอีเลน และซิดนีย์
นัดหมายมาหาเราที่บ้าน

อีเลน เป็นนักประวัติศาสตร์กระดาษชาวอเมริกัน เชื้อสายยิว
ขณะนั้นเธออายุราว 60 ปีเศษ
ในขณะที่ซิดนีย์ เป็นอดีตนายแพทย์  แก่กว่าอีเลนราว 10 ปี

ทั้งสองเป็นคู่สามีภรรยาที่น่ารัก สมกับคำกล่าวว่า ถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร
ซิดนีย์เป็นสามีที่ให้เกียรติและยกย่องภรรยามาก
ขณะที่อีเลนเก็บข้อมูลต่าง ๆ  ซิดนีย์จะทำหน้าที่ช่างภาพ
ทั้งคู่เดินทางไปเก็บเรื่องราวการทำกระดาษในที่ต่าง ๆ มาทั่วโลก
และเธอเดินทางมาหาเราก็เพราะเราเป็นคนทำกระดาษนั่นเอง

ทั้งคู่เป็นเจ้าของพิพิธภัณฑ์ทีชื่อ แคริเอจเฮ้าส์  ในนิวยอร์ก
เป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับงานกระดาษ ที่ได้จากการเดินทางไปทั่วโลก
เปิดสอนการทำกระดาษและขายอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง

ทุกครั้งที่เดินทาง เธอจะเขียนหนังสือและพิมพ์หนังสือ
เล่าเรื่องราวที่เธอได้ไปสัมผัสพบเห็น

นอกจากนั้นเธอยังได้รับเชิญไปบรรยายตามสถาบันต่าง ๆ
และยังจัดทัวร์ พาศิลปินนานาชาติ ที่สนใจงานกระดาษมาทัวร์แถบเอเชีย
โดยประเทศที่เป็นเป้าหมายหลักในการมาศึกษาดูงานของเธอในทุกครั้ง
ก็คือประเทศพม่า

อีเลนมีความผูกพันกับประเทศพม่าเป็นพิเศษ
เธอเคยรับอุปการะเด็กพม่าหลายคน และพาบางคนไปอยู่ที่อเมริกาด้วย

ก่อนที่จะมาพบเรา อีเลนพาลูกทัวร์ไปเยือนพม่ามาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ที่พม่า เธอพาลูกทัวร์ไปหมู่บ้านทำกระดาษใกล้เมืองมันดะเลย์
ที่เธอเขียนเล่าไว้ในหนังสือว่าเป็นกระดาษที่ทำเพื่อใช้รองแผ่นทองคำเปลว
คนพม่าทำบุญ ไหว้พระกันมากจนเป็นลักษณะเด่นประจำชาติ
วัฒนธรรมการทำกระดาษเพื่อใช้ในพิธีกรรมเหล่านี้ จึงยังคงอยู่ตลอดมา
แม้การเดินทางเข้าไปในหมู่บ้านจะยากลำบาก บางช่วงต้องนั่งเกวียน
แต่เธอก็พากันดั้นด้นไปจนถึง

จากการพบกันในวันนั้น อีเลนมีข้อเสนอว่าจะขอพาทัวร์ประจำปีของเธอ
มาปิดท้ายที่โรงงานเล็ก ๆ ของเรา
โดยปฏิทินทัวร์ของเธอมักจะจัดช่วงปลายปี
โดยตั้งใจให้ตรงกับเทศกาลลอยกระทง - ที่พวกเขาบอกว่าประทับใจ

ปีแรกที่เรารับลูกทัวร์ของอีเลน คือปี พศ.2540
มีสมาชิก (ไม่รวมอีเลนและซิดนีย์) 7 คน
มาจากออสเตรีย  เดนมาร์ก  สวิตเซอร์แลนด์  โคลอมเบีย และอเมริกา
มีผู้ชายเพียงคนเดียวจากอเมริกา

พวกเขาสนุกที่จะเรียนรู้  บางคนอายุเกือบ 80 แล้ว
แต่เข้มแข็งและองอาจ  กระตือรือร้นอย่างน่านับถือ

ช่วงเวลา 2-3 วันที่อยู่กับเรา
สมาชิกจะได้รับความรู้ในเรื่องการทำกระดาษไทย
ตั้งแต่วัตถุดิบ การเตรียม  ได้รู้จักอุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ
และได้ลงมือปฏิบัติจริง  โดยมีคนงานของเราคอยเป็นผู้ช่วยอำนวยความสะดวกให้

ในช่วงปีแรก ๆ ของการต้อนรับทัวร์ศิลปิน
เราได้รับความช่วยเหลือจากพี่พร - อาจารย์พรพิมล ตรีโชติ
ผู้เชี่ยวชาญประเทศพม่า จากสถาบันเอเชียศึกษา ช่วยมาเป็นผู้ประสานงานให้

แรงจูงใจอย่างหนึ่งที่พี่พรบอกว่าอยากมาช่วย
คือความผูกพันที่ป้าอีเลนมีต่อชาวพม่า  เช่นเดียวกับที่พี่พรมี
ช่างเป็นความบังเอิญที่ลงตัวเสียจริง ๆ

ปีถัด ๆ มา เรามีศิลปินมาร่วมอีกหลายประเทศ
ทั้งจากสเปน  ออสเตรเลีย  เยอรมัน  แคนาดา  อังกฤษ  ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น

ป้าอีเลนและลุงซิดนีย์นำลูกทัวร์มาหาเราอยู่ราว 2-3 ปี
เธอก็โอนภาระนี้ให้ ดอนนา - ลูกสาวคนเดียวของเธอเป็นผู้สืบทอด

ดอนนาในวัย 40 เศษ  เรียนจบทางด้านศิลปะ
เธอมาสานต่อธุรกิจของครอบครัว  ดูแลแคริเอจเฮาส์
และเป็นหัวหน้าทีม นำลูกทัวร์มาแทนแม่ครั้งแรกในช่วงเทศกาลลอยกระทง ปี 2000

ดอนนาเป็นผู้หญิงร่างเล็ก ผอมบาง บุคลิกของเธอเป็นคนเรียบง่าย
ดูเป็นคนจริงจังและกังวลอยู่นิด ๆ
เพราะต้องรับผิดชอบงานทั้งหมดของครอบครัว

ดอนนารับช่วงต่อจากแม่ได้ราว 3 ปี ก็เกิดเหตุการณ์  11 กันยายน 2002
ถล่มตึกเวิลด์เทรด  เหตุการณ์ทางการเมืองที่สะเทือนขวัญคนทั้งโลก
และเป็นสาเหตุให้โครงการทัวร์ของดอนนาต้องยุติลง
เพราะความหวั่นไหวของสมาชิก  ทำให้การเดินทางต่าง ๆ ต้องชะงักงัน
ทริปสุดท้ายของดอนนาคือปลายปี 2003  มีสมาชิกเหลือเพียง 3 คน

ส่วนอีเลนและซิดนีย์ แม้จะมอบกิจการให้ลูกสาวดำเนินการต่อ
ก็ใช่ว่าพวกเขาจะหยุดอยู่บ้านพักผ่อน เช่นคนแก่ทั่ว ๆ ไป

ปีแรกที่ดอนนามารับงานแทน
อีเลนและซิดนีย์เดินทางไปประเทศจีนตามเส้นทางสายไหม
อู่อารยธรรมอันยิ่งใหญ่ของโลก
สืบสาวเรื่องราวของกระดาษต่อไปอย่างไม่ลดละ

หลังการเดินทางครั้งนั้น พวกเขากลับมาเยี่ยมเราครั้งหนึ่งและเล่าให้ฟังว่า
หมู่บ้านบางแห่งที่พวกเขาไป ชาวบ้านไม่เคยเห็นชาวต่างชาติมาก่อนเลยในชีวิต

ความลำบากทางกายไม่เคยเป็นอุปสรรคสำหรับพวกเขา
เราไม่เคยได้ยินคำบ่น  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกิน การอยู่ หรือความไม่สะดวกสบายต่าง ๆ
สิ่งเหล่านั้นกลายเป็นเรื่องเล็กมาก
เมื่อเทียบกับความมุ่งมั่นในชีวิตของพวกเขา


ทุกวันนี้ อีเลนและซิดนีย์ยังคงเดินทางต่อไปด้วยหัวใจที่เปี่ยมพลัง
ทั้งที่มีคนเล่าให้เราฟังว่า
ดวงตาของซิดนีย์มองเห็นแค่ระยะไม่เกิน 1 ฟุตแล้่ว

ขอบคุณป้าอีเลน และลุงซิดนีย์
ที่เป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่
เวลาใดที่ทดท้อต่อชีวิต  เวลาใดที่จิตตก  งี่เง่า  ท้อถอย ไม่มีกำลังใจ
ลุงและป้าเหมือนเดินออกมาชี้หน้า ย้ำเตือนว่าให้ดูฉันเป็นตัวอย่าง
ชีวิตฉันมีค่าเสมอ

และฉันไม่เคยยอมแพ้
















วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2556

ฟิตคาราล








ฟิตคาราลเป็นธุรกิจของสองผัวเมียชาวฝรั่งเศส อายุราว 50 เศษ  สูบบุหรี่จัดทั้งคู่
ทำธุรกิจประเภทซื้อมาขายไป  ค้าขายกับคนไทยมานานหลายปี

ช่วงปี 2539 -2540  เป็นช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง
ธุรกิจของเรายังลุ่ม ๆ ดอน ๆ เหมือนธุรกิจอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบ

ไม่มีคำสั่งซื้อใหม่ ๆ จากลูกค้า
ลูกค้าที่สั่งของ ส่งของไปให้แล้วก็ยังไม่ยอมจ่ายเงิน
เงินหมุนเวียนเริ่มฝืดเคือง จนต้องวิ่งเต้นขอขยายสินเชื่อกับธนาคารอีกรอบ

เราทดท้อและคิดว่างานหัตถกรรมอย่างเราไม่น่าจะอยู่รอดได้อีกแล้ว

แต่แล้วสองผัวเมียจากฟิตคาราลก็โผล่เข้ามาหาเราในค่ำวันหนึ่ง
ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เราไม่เคยรับแขกลูกค้าคนไหนมาก่อน

คนที่พาฝรั่งสองคนผัวเมียนี้มาคือ "เอ"  เด็กสาวผู้มีบุคลิกเงียบขรึม
แต่ความสามารถทางศิลปะของเธอฉกาจนัก
เธอเป็นดีไซน์เนอร์ให้บริษัทใหญ่แห่งหนึ่งในเชียงใหม่
วันนั้นจึงมีเอ ซึ่งเป็นทั้งคนชักนำและคนนำทาง 
และ "สุกอน" เจ้าของบริษัทที่เอทำงานอยู่ด้วย เป็นคนขับรถ

ฝรั่งตื่นเต้นมากกับตัวอย่างสินค้าที่เห็น และเริ่มเจรจาซื้อขายทันที
สินค้าที่สั่งมีสองส่วน  คือส่วนสินค้าที่เรามีอยู่เดิม เป็นแบบมาตรฐาน พื้น ๆ
เช่นสมุดแบบต่าง ๆ  ชุดจดหมาย
กับอีกส่วนคือแบบที่ฝ่ายฟิตคาราลเป็นคนออกแบบ

ในช่วงออกแบบมีการทดลองผลิต  ส่งกลับไปมาเพื่อดูผลงาน
จนกว่าจะพอใจได้ข้อสรุป ทั้งรูปแบบและจำนวนการสั่ง

ช่วงนั้นสองผัวเมียจะอยู่เมืองไทยนานนับเดือน
ถ้าไม่อยู่เชียงใหม่ก็ลงไปภูเก็ต หรือสมุย 
เมืองท่องเที่ยวที่คนไทยไม่มีโอกาสได้สัมผัส ถ้าไม่มีเงิน
หรือไม่ก็ข้ามไปลาว เวียตนาม อินเดีย
รอเราทำตัวอย่างและตัดสินใจสั่งของ
ติดต่อธุรกิจอื่น ๆ ของเขาและเที่ยวไปในตัว  ใช้ชีวิตน่าอิจฉาจริง ๆ

งานที่คาเมน ฝ่ายภรรยาเป็นคนออกแบบ  เป็นงานสไตล์ผู้หญิงออกแนวหวาน  
มีโบว์แก้ว  ลูกปัด  ไข่มุก ตุ้งติ้ง  ผ้าโปร่ง แม้กระทั่งเปลือกหอย เป็นส่วนประกอบ
ซึ่งผู้ผลิตฝ่ายชายของเราไม่ค่อยชอบใจนัก
เขาชอบแบบที่ดูหนักแน่น ฟิตแอนด์เฟิร์ม  เช่นสมุดใบไผ่  สมุดพับ
ที่ทำจากกระดาษเนื้อแน่น เรียบกริบ  สมุดที่เปิดใช้ได้อย่างสะดวก
บอกฝีมือประณีตแบบหนักแน่นของคนทำ

แต่ก็ยอมประนีประนอมเข้าหากัน
โดยมีงานทั้งสองลักษณะในการสั่งซื้อครั้งหนึ่ง ๆ

การติดต่อระหว่างเรากับฟิตคาราลจะผ่านสุกอน
ทั้งในแง่การส่งของ ที่สุกอนจะติดต่อชิปปิ้งเอง
เพราะฟิตคาราลสั่งของจากผู้ผลิตหลายราย
สุกอนทำหน้าที่เป็นเทรดเดอร์  รวมทั้งเรื่องการจ่ายเงินค่าสินค้าให้ผู้ผลิตทั้งหลายด้วย

แล้วสุกอนก็สร้างปัญหาให้เราจนได้ 
จากการเอาเงินไปหมุนก่อนแล้วไม่ยอมจ่าย  หรือจ่ายช้ามาก
สุกอนจะใช้เทคนิคการถ่วงเวลา  กระทั่งมีคำสั่งซื้องวดใหม่มา
จึงจะยอมปล่อยเงินก้อนเก่าให้

แรก ๆ เราไม่กล้าบอกฝรั่ง ด้วยความคิดโง่ ๆ ว่ากลัวฝรั่งดูถูกคนไทย
ว่าเรื่องแค่นี้พวกมันก็ยังเอาเปรียบกัน  กลัวเสียศักดิ์ศรีประเทศชาติไปโน่น
แต่ในที่สุด ศักดิ์ศรีก็ศักดิ์ศรีเถอะวะ  ท้องกิ่วแล้วจะมัวรักษาหน้ากันอยู่ทำไม
เราขอร้องให้ฟิตคาราลจ่ายเงินให้เราโดยตรง
แต่ฟิตคาราลปฏิเสธ..
อ้างความไม่สะดวกต่าง ๆ นานาของเขา
เราจึงต้องทนอยู่กับสุกอนต่อไป พร้อมกับความรู้สึกคับแค้นใจที่ไม่มีทางเลือก

สองผัวเมียฉลาดและเขี้ยวพอสมควร
ที่ว่าเขี้ยวก็คือต่อรองราคาเก่งมาก ชนิดที่คนไทยอาย
เป็นฝรั่งที่ซอกแซกรู้ไปหมดว่ามีอะไรขายที่ไหน  ทั้งที่เชียงใหม่และกรุงเทพฯ
เดินย่ำตรอกเล่าโจ๊ว และสำเพ็งมาจนปรุ
ขอนามบัตรร้านขายวัตถุดิบต่าง ๆ มาให้เราด้วย  รู้มากกว่าคนไทยเสียอีก
   
รู้จังหวะจะโคนที่จะสัมพันธ์กับเรา
มาหาเมื่อไรก็ปากหวาน  มีของติดไม้ติดมือมาฝาก  ชื่นชมสินค้าเราทุกครั้ง
แต่ไม่ยอมปรับราคาให้ง่าย ๆ
รายการไหนขอขึ้นราคาแกตัดออก  ยกเว้นตัวที่เป็นหลักจริง ๆ
ก็จะยอมแบบต่อรองกันอีกชั้น
เวลาจะปรึกษาหารือกันเอง ก็คุยภาษาฝรั่งเศส น็องแน็ง ๆ ไม่ให้เรารู้เรื่องด้วย

เราเล่นเอาล่อเอาเถิดกับสุกอน จนกระทั่งปลายปี 2547 
สุกอนก็เชิดเงินเราไปอย่างหน้าตาเฉย  ร่วมแสนบาท

หลังจากทั้งโทรศัพท์ไล่ล่า และเขียนจดหมายด่า-อย่างสุภาพ หลายครั้ง
สุกอนก็ยอมรับสาย และบอกเราเสียงอ่อย ๆ ว่า
"พี่ดีกับผมมาก  ไม่เคยด่าผมหยาบคายเหมือนบางคน  ผมไม่ลืมพี่หรอก
ถ้ามีผมจะให้  แต่ตอนนี้ผมไม่มีจริง ๆ"

เออใช่.. ฉันดีกับนายมาก  ด่าด็ด่าอย่างคลาสสิค  อ้างชาติบ้านเมืองมาตลอด
กลัวฝรั่งมันดูถูกว่าคนไทยขี้โกง  แล้วคนไทยก็โกงกันเองจริง ๆ ด้วย
เงินแสนสำหรับบางคนนั้นเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย
แต่ธุรกิจที่เล็กยิ่งกว่า เอสเอ็มอี อย่างเรานั้น เกือบทำให้กิจการล้มได้

นายโกงฉันทั้งที่นายเป็นคนในตระกูลใหญ่
พ่อนายก็เป็นเพื่อนกับพ่ออดีตนายกฯคนดัง
แม่นายก็คนดัง  เมียนายก็คนดัง  ดังกันทั้งตระกูล
แต่นายก็ยังให้เกียรติคนจน ๆ อย่างฉันด้วยการโกง
ฉันควรจะภูมิใจไหมล่ะนี่ ?

ในที่สุดฝรั่งก็ได้รู้เรื่องเสียที เมื่อเรายื่นไม้ตาย
บอกว่าเราไม่สามารถทำงานให้คุณได้อีกต่อไปแล้วนะ
นั่นแหละ ฟิตคาราลจึงยอมโอนเงินให้เราโดยตรงในการสั่งซื้อครั้งถัดไป
แถมยังบอกกับเราอีกว่า
"คนอื่นก็โดน"  หมายถึงผู้ผลิตรายอื่น ๆของเขา
นี่แสดงว่าจริง ๆ แล้ว ฝรั่งก็รู้มาตลอดว่าสุกอนเป็นคนอย่างไร..

ฝรั่งนะฝรั่ง
คงคิดว่าธุระไม่ใช่ และไม่มีหน้าที่ต้องมารับผิดชอบ
พวกแกคนชาติเดียวกัน  ไปฟัดกันเอาเองก็แล้วกัน

แต่คำสั่งซื้อถัดไปของฟิตคาราลก็กลับลดปริมาณลงเกือบครึ่ง
ทำให้เราซึ่งขาดทุนจากการโกงอยู่แล้ว และยังไม่มีลูกค้ารายอื่น
กลับยิ่งปริวิตกว่าจะไม่มีงานเข้ามาคุ้มกับค่าใช้จ่าย

ฝรั่งนะฝรั่ง 
แทนที่จะเห็นใจ  ไม่ต้องมาช่วยรับผิดชอบอะไรหรอก
แค่ช่วยสั่งของให้มากขึ้นหน่อย เพื่อช่วยชดเชยให้เราบ้าง
ให้เห็น "น้ำใจ" กันบ้างเวลาที่เราเดือดร้อน  ก็เปล่าเลย...

ครั้งหนึ่งฝรั่งยังเล่าให้เราฟังอีกว่า
สุกอนไปออกงานแฟร์ที่กรุงเทพฯแล้วถูกขโมยรถ
เป็นรถหรู ราคาแพงยี่ห้อยอดนิยมในขณะนั้น
(ดูฝรั่งคู่นี้จะมีข้อมูลเชิงลึกกว่าคนไทยอย่างเราเสียอีก)
ที่ฉันนึกขำก็คือ คาเมนพูดคำ ๆ หนึ่งออกมา เป็นการสรุปที่ชัดเจน ตรงเป้าที่สุดว่า
"กรรม !"
เป็นอีกครั้งที่ฉันอดนึกพิศวงฝรั่งคู่นี้ขึ้นมาไม่ได้

ฟิตคาราลตัดวงจรของเราออกจากสุกอนได้ประมาณ 2 ปีก็เกิดวิกฤติเศรษฐกิจอีกครั้ง
คราวนี้เป็นวิกฤติโลก  เรียกกันว่าวิกฤติแฮมเบอเกอร์
ที่มีต้นตอมาจากอเมริกา

ฟิตคาราลส่งข่าวมาบอกเราว่า
"เพื่อเป็นการ play safe  เราขอหยุดสั่งของด้วยประการทั้งปวง
ถ้าสถานการณ์ดีขึ้น  อาจสั่งได้ในเดือนกุมภา ปีหน้า (ขณะนั้นเป็นเดือนกันยา 51)
และเมื่อใกล้ถึงกุมภา  ฟิตคาราลก็ส่งข่าวมาอีกว่า
ทุกสิ่งยังคงอยู่ในความเงียบ  อาจจะสั่งได้ในเดือนเมษา

แต่ทุกสิ่งก็เงียบจริง ๆ  เพราะฟิตคาราลไม่ติดต่อกลับมาอีกเลย

สถานการณ์ของธุรกิจ sme  ( suffer-mad-evil ) อย่างเรา
ก็อยู่กับความสับสนอลหม่าน คุกรุ่นมาโดยตลอด

กระทั่งปลายปี 2554 - หลังจากไม่มีความสัมพันธ์ต่อกันมา 3-4 ปี
จู่ ๆ ฟิตคาราลก็ส่งอีเมลเข้ามาบอกว่า
อะไร ๆ เริ่มเข้าที่เข้าทางแล้วนะ  เราจะเริ่มสั่งของยูแล้ว
เรายังเน้นแนวธรรมชาติเหมือนเดิม  ยูช่วยปลูกดอกหญ้า ดอกไม้ไว้ให้เรามาก ๆ ด้วยนะ
เพราะสมุดดอกหญ้าของยูสวยมาก.. เราจะสั่งแน่นอน
ส่วนอัลบั้มแต่งงานเล่มใหญ่ ๆ ที่ยูไม่อยากทำก็ไม่เป็นไร เราจะไม่สั่ง
เราจะสั่งแต่เล่มเล็ก ๆ ที่ยูทำได้ดี...
หวานมาเลยล่ะ..

สายไปเสียแล้ว...ฟิตคาราล
ไม่ว่าจะเล่มเล็กเล่มใหญ่
เพราะตอนนี้เราเดี้ยงเกินกว่าจะลุกขึ้นมาทำงานปริมาณมาก ๆ ให้คุณได้อีกต่อไป
เราไม่ใช่มนุษย์เหล็กที่สามารถยืนต้านพายุอยู่ได้ทุกฤดูมรสุม
เพื่อรอคอยการกลับมาของใครตามอำเภอใจ..


เราตอบคุณกลับไปว่า...ยินดีที่ได้ข่าวจากคุณอีก
แต่ขอโทษจริง ๆ ที่เรารับงานคุณไม่ได้อีกแล้ว
ตอนนี้คนงานเราเหลือน้อยมาก และเรามีงานเล็ก ๆ จากลูกค้าเล็ก ๆ ของเราเต็มมือแล้ว
เราไม่มีกำลังเหลือพอให้ยูอีก    ซอรี่จริง ๆ

เป็นอันจบตำนานลูกค้าชาวฝรั่งเศส
ที่คบหากันมายาวนานและเหน็ดเหนื่อย
และดูเหมือนไม่ได้อะไรมากไปกว่าการมีงานให้คนงานทำ
ไม่มีเงินเหลือพอแก่การใช้หนี้ธนาคาร  และยังคงเป็นหนี้อยู่ต่อไป

แต่ส่วนตัวลึก ๆ ก็มีความสะใจเล็ก ๆ ที่ได้เป็นฝ่ายปฏิเสธฝรั่งเศส  มหาอำนาจ
ที่ในประวัติศาสตร์เคยเข้ามากร่างยึดเมืองนั้นเมืองนี้ทั้งของเราและเพื่อนบ้าน
สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจไปทั้งภูมิภาค
และบางปัญหาก็ยังคงยืดเยื้อมาจนถึงทุกวันนี้





วันเสาร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2556

ลุงลาว






ลุงลาวเป็นฝรั่งเยอรมันวัยปลาย  ชื่อเสียงเรียงนามจริง ๆ ว่าอะไรอย่าไปอยากรู้แกเลย
เราเองบางครั้งยังนึกชื่อแกอยู่ตั้งนานกว่าจะนึกออก
จึงเรียกกันว่าลุงลาวนี่แหละ

ลุงลาวเล่าให้ฟัง - ด้วยภาษาไทยที่ชัดเจน  ว่าแกมาเที่ยวเอเซีย ไปมาทั่วแล้ว
กระทั่งวันหนึ่งได้ไปหลวงพระบาง ประเทศลาว
ก็เกิดความรักหลงในเสน่ห์ของเมืองหลวงพระบางอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
บอกกับตัวเองทันใดว่า ที่นี่แหละคือบ้านของฉัน

เมืองหลวงพระบางที่ใคร ๆ ต่างก็ร่ำลือในความสงบ สวยงาม บริสุทธิ์
ทำให้ลุงลาวตัดสินใจซื้อบ้าน ปักหลักทำมาหากินอยู่ที่นั่น จนถึงทุกวันนี้

นี่เองคือที่มาของชื่อ -ลุงลาว- ที่เราแอบตั้งให้

ลุงลาวพูดเก่ง คุยสนุก  อารมณ์ดี  ชอบเล่าเรื่องตลก
บางทีก็เสียดสีคนโน้นคนนี้ โดยเฉพาะนักการเมือง หรือคนใหญ่คนโตบางคน
จึงคุยกันถูกคอ ถูกอกถูกใจ

"ผมชอบงานของคุณมาก  งานคุณไม่เหมือนใคร  สวยมาก ๆ"  ลุงหยอดคำชม

"เราจะมาทำธุรกิจกัน  ผมจะสั่งของคุณไปขายที่โน่น
คุณรู้มั้ยคนลาวเรียกสมุดว่าอะไร"   เราสั่นหัว

"บึ้ม !"  แกทำเสียงคล้ายระเบิดลูกเล็ก ๆ
"อะไรนะ"
"บึ้ม !  ฮ่า  ฮ่า  ฮ่า...เรากำลังจะมาทำธุรกิจขายบึ้ม  ฮ่า  ฮ่า.."

ทุกคนหัวเราะ  ฮ่า  ฮ่า  ฮ่า  ขึ้นพร้อมกัน
เหมือนหัวเราะให้กับการเริ่มต้นธุรกิจที่มีเค้าว่าจะไปได้ดี

เราค้าขาย "บึ้ม" กับลุงลาวด้วยมูลค่าเล็ก ๆ น้อย ๆ
แบบซื้อมาขายไปไม่ทันถึงขวบปี
กำลังจะเริ่มค้าขายล็อตใหญ่กันแบบเป็นเรื่องเป็นราว ก็มีเหตุการณ์แปลก ๆ เกิดขึ้นเสียก่อน

ผู้หญิงคนหนึ่งโทรศัพท์มาจากเชียงใหม่
ถามเราว่า  "ที่นั่นที่ไหน"
ซักไซ้กันจนรู้เรื่องว่า เธอเป็นเจ้าของเกสต์เฮาส์แห่งหนึ่ง
กำลังตามล่าลุงลาว ผู้ชักดาบค่าที่พักของเธอ
ทำทีว่าทิ้งของไว้จะกลับมาอีก  ที่ไหนได้เป็นผ้าขี้ริ้วที่ทิ้งไว้ตบตา

เธอบอกว่าเป็นเงินไม่เท่าไรหรอก แต่เสียความรู้สึก
และบังเอิญในรายการใช้โทรศัพท์-ที่ยังไม่ได้จ่าย- ของลุงลาว
ปรากฏหมายเลขของเราอยู่ด้วย  เธอจึงลองโทรมา "ตามกลิ่น"
และตามได้ถูกจังหวะเวลาพอดีเสียด้วย  เธอจึงแอบนัดหมายกับเราอย่างลับ ๆ

วันรุ่งขึ้น อันเป็นวันที่ลุงลาวนัดจะมาเจรจาธุรกิจกับเราที่บ้าน
ก็ปรากฏหญิงสาวร่างใหญ่ ขี่มอเตอร์ไซค์เอนทาโร อย่างเท่ห์ คันเบ้อเริ่มยังกับเป็นการข่มขวัญ  
มาดักพบก่อนเวลานัด

สองฝ่ายเจรจากันอย่างไรไม่ทราบ เพราะเราไม่อยากให้ลุงลาวเสียหน้า
จึงปล่อยให้คุยกันเองตามลำพัง
และเริ่มสังหรณ์ว่า  การค้าขายบึ้มระหว่างเราอาจจะมีปัญหา..

ขนาดค่าเช่าห้องคืนละไม่กี่ร้อย แกยังชักดาบหน้าตาเฉย
นี่ตกลงซื้อขายกันเบื้องต้นเป็นหลักหมื่น จะเสี่ยงได้หรือ

"ขอเงินมัดจำค่าสินค้า 40 เปอร์เซ็นต์"  เราบอก
"โอเค"  ลุงลาวตอบตกลงอย่างง่ายดาย
อาจเป็นเพราะเพิ่งถูกดิสเครดิตจากแม่สาวเอนทาโรมาหยก ๆ  จึงต้องขึงขังเข้าไว้
แกขอให้เราพาออกไปเบิกเงินที่ธนาคารก่อนกลับ

"เดือนหน้า ไอจะมารับของด้วยตัวเอง"  ลุงลาวยื่นเงินค่ามัดจำ 40 เปอร์เซ็นต์ให้

เรารีบเร่งทำงานจนเสร็จตามกำหนด..

ถึงวันนัด  ลุงลาวไม่ได้มาด้วยตัวเองเหมือนที่บอกไว้
แต่ส่งศิลปินหนุ่มชาวอังกฤษ  รูปร่างผอมหยองกรอด ชื่อ เดวิด
ซึ่งบอกว่าเป็นสต๊าฟ มาแทนตัว

"ไอจะมารับของทั้งหมด"   ศิลปินหนุ่มบอกความประสงค์
เรายกกล่องสินค้ามาวางเรียงรอไว้อยู่แล้ว
แต่เมื่อเราถามถึงเงินค่าของส่วนที่เหลือ  หนุ่มเดวิดตีหน้าซื่อ ปฏิเสธเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ
ยืนยันว่าได้รับคำสั่งให้มาเอาของอย่างเดียว  ไม่ได้รับคำสั่งให้มาจ่ายเงินด้วย
ทำเอาเราอึ้งไปชั่วขณะ  ก่อนจะตัดสินใจบอกไปว่า

"งั้นยูก็เอาของไปเท่ากับมูลค่าเงินมัดจำที่ยูจ่ายมาแล้วก็แล้วกัน
ของที่เหลือไอจะเก็บไว้ให้  และจะให้ไปก็ต่อเมื่อยูมาจ่ายเงินแล้ว"

เดวิด ฝรั่งกล้องแกล้ง ขนของไปเท่าจำนวนเงินมัดจำ 40 เปอร์เซ็นต์

คืนนั้น ลุงลาวโทรทางไกลมาจากหลวงพระบาง
หงุดหงิด อารมณ์เสีย  ตัดพ้อต่อว่า โวยวายว่าเราไม่ให้เกียรติ ไม่ไว้วางใจ
เราไม่ได้โต้แย้งอะไร  อยากจะคิดอย่างนั้นก็คงช่วยไม่ได้

ต้องขอบคุณพระเจ้า ที่ส่งหญิงเอนทาโรคนนั้นมาเป็นกระจกเงา
ส่องให้เราเห็นความจริงถึงบ้าน แบบเส้นยาแดงผ่าแปด
มิฉะนั้นคนซื่อ ๆ เซ่อ ๆ อย่างเราก็คง "เสร็จ" ฝรั่งไปแล้ว

เราย้ำกับเขาเป็นคำสุดท้ายว่า  "เงินมา  ของไป"

แต่ลุงลาวก็ไม่ติดต่อมาอีกเลย...นานนับเดือน  หลายเดือน และคงตลอดไป
สินค้าที่เรารีบเร่งทำให้ เหลือบานเบอะอยู่ในสต๊อก คิดเป็นเงินหลายหมื่นบาท

"ฝรั่งวอก"  คนงานของเราคนหนึ่งสรุปได้ชัดเจนดีแท้ !






วันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2556

ลุงเจี๊ยบ







เจฟ เป็นฝรั่งสัญชาติฮอลแลนด์วัย 50 กว่า
เขาตามปีเตอร์ เพื่อนร่วมชาติของเขา และเป็นลูกค้าคนสำคัญของเรามา
เรารู้จากปีเตอร์ในเบื้องแรกว่าเจฟเป็นศิลปิน

บุคลิกของเจฟนั้นจดจำง่าย
เขาเป็นคนร่าเริง  เป็นมิตร  หัวเราะเสียงดัง และอาภัพเส้นผม

ปีเตอร์อายุอ่อนกว่าเจฟหลายปี
หน้าตาหล่อเหลาระดับเดียวกับดาราฮอลลีวูด
เป็นเจ้าของธุรกิจขายอุปกรณ์สำหรับงานศิลปะทุกชนิด
ทั้งกระดาษ สี พู่กัน ฯลฯ

เขามีร้านในยุโรปหลายแห่ง
ชื่อร้านคือชื่อเต็มของเขา  ปีเตอร์ แวน กิงเกล
ปีเตอร์สั่งซื้อกระดาษของเราไปขายที่ร้านของเขา
เขาเป็นคนมีเพื่อนมาก
กลุ่มที่มาด้วยกัน นอกจากเจฟ
ยังมีเพื่อนชาวฮอลแลนด์ด้วยกันอีกสองสามคน
และหนุ่มไทยปักษ์ใต้ที่เป็นเพื่อนสนิทของปีเตอร์

ฝรั่งกลุ่มนี้ท่องเที่ยวกันไปทั่วโลก
ใช้ชีวิตอิสระ  เป็นคนมีความรู้
เจฟจบปริญญาโท เคยเป็นอาจารย์สอนศิลปะ เป็นผู้กำกับภาพยนตร์
เคยใช้ชีวิตแบบคนร่ำรวย  แต่ในที่สุดก็เบื่อ
จึงตระเวนไปเที่ยวที่โน่นที่นี่กับกลุ่มเพื่อน

เขาเคยมาเมืองไทยหลายครั้ง
บางครั้งมาเช่าบ้านอยู่กันนานนับเดือนที่กรุงเทพฯ
ซึ่งคงจะประหยัดกว่าอยู่โรงแรม
จึงพอรู้ภาษาไทยบ้าง - นิหน่อย
เขาคงจะชอบคนไทย ชอบเมืองไทยพอสมควร
จึงมาหลายครั้ง เกือบจะทุกปี

ไป ๆ มา ๆ เจฟก็สนิทกับเรามากกว่าปีเตอร์เสียอีก
เขาเคยมาอยู่ทำงานที่บ้านเราหลายครั้ง บางครั้งนานนับสิบวัน
เจฟสนุกกับการเล่นกับกระดาษ
งานศิลปะกระดาษของเจฟสะท้อนตัวตนของเขาที่เป็นคนรักสนุก มีอารมณ์ขัน

เขาจะขลุกอยู่ที่โรงทำกระดาษทั้งวัน
ใช้จินตนาการสร้างสรรค์ความแปลกใหม่ลงบนเยื่อกระดาษ
หยิบสิ่งของรอบตัวที่คนอื่นโยนทิ้ง หรือมองข้าม
มาใช้ผสมผสานเป็นงานศิลปะได้อย่างน่าทึ่ง

"ฝรั่งติงต๊อง"  เจฟพูดถึงตัวเองเต็มปากเต็มคำ
"ไออยู่ที่ไหน มักจะถูกคนไทยเรียกว่าฝรั่งติงต๊อง"
"ยูรู้ความหมายของมันไหม" เราถาม
"รู้ซี่"
"โกรธมั้ย ?"
"ไม่หรอก เพราะไอก็ติงต๊องจริง ๆ นั่นแหละ  ฮ่า ฮ่า ฮ่า.."

วันหนึ่ง ฝรั่งติงต๊องคนนี้หิ้วถังพลาสติกสีดำ เดินท่อม ๆ หายเข้าไปในป่ารก
เพื่อหาวัตถุดิบแปลก ๆ มาทำกระดาษเล่น  หมาข้างบ้านเห่ากันเกรียว
พักใหญ่ เจฟก็หิ้วถังดำเดินออกมาจากกอหญ้ารก
ไม่มีใครรู้ว่าเขาเข้าไปเอาอะไร  คนงานหัวเราะกันคิกคัก

กระดาษแผ่นนี้เมื่อแห้งแล้วก็ดูสวยดี
เป็นกระดาษโทนสีน้ำตาลเหมือนสีกาแฟ  มีเศษผงประปราย คล้ายขี้เลื่อย
เป็นกระดาษแผ่นเดียวในโลก  เพราะทำจากขี้  - ขี้วัว - bullshit paper

คนงานเล่าว่าตอนที่เจฟเทขี้วัวจากถังลงในตะแกรงกระดาษ
แมงกุดจี่ในขี้วัวพากันวิ่งพล่านอย่างตื่นตระหนก
ในขณะที่เจฟส่งเสียงเฮฮา สนุกสนาน กระโดดโลดเต้นสะใจอยู่คนเดียว
มีเสียงคิกคักจากคนงานเป็นลูกคู่อยู่รอบ ๆ

"ผลมันจะเป็นยังไงก็ช่าง  สิ่งสำคัญคือเราสนุกตอนที่ทำ"

นี่ดูจะเป็นปรัชญาอันคมคาย จากคนที่บอกว่าตัวเองติงต๊อง

ระหว่างทำงาน เขาร่าเริงอารมณ์ดี  ผิวปาก ร้องเพลง
พูดจาเย้าแหย่คนงานอย่างสนุกสนาน คนงานพลอยมีความสุขไปด้วย

นอกเหนือเวลางานเจฟชอบไปนวด
เขาติดใจและชื่นชอบการนวดแผนไทยมาก
เขาชอบออกไปเดินเที่ยวเล่นในตลาด ดูบ้านดูเมือง
จนแม่ค้าหลายคนจำหน้าได้  คนไทยมักเอื้อเอ็นดูฝรั่ง

"คนไทยสนใจฝรั่ง"  ฉันนึกถึงคำพูดของคุณอเลค  สามีของพี่นิด พี่สาวที่น่ารักคนหนึ่ง
คุณอเลคเป็นคนอังกฤษ อยู่เมืองไทยมานานหลายสิบปี
รู้ภาษาไทยพอสื่อสารได้ แต่ไม่เก่ง
สาเหตุที่ไม่เก่งก็เพราะพี่นิดเก่งภาษาอังกฤษ
คุณอเลคเลยไม่ค่อยมีโอกาสได้ฝึกฝนภาษาไทยเหมือนฝรั่งคนอื่น ๆ ที่มีเมียเป็นคนไทย

"วันหนึ่งผมขึ้นรถเมล์  เชื่อมั้ยคน(ไทย)หันมามองผมทั้งคัน
ผมนั่ง ๆ ไปสักพัก ก็มีฝรั่งอีกคนหนึ่งขึ้นมา คนทั้งรถก็หันไปมองหมอนั่นอีก
ทำเอาหมอยืนจ๋อง ตัวลีบ แทบจะมุดลงไปใต้เบาะ
พอชักจะชิน หมอนั่นก็ค่อย ๆ กวาดสายตามองสำรวจคนในรถ
ปรากฏว่าทุกคนยังคงมองหมออยู่ - รวมทั้งผมด้วย  ฮ่า ฮ่า ฮ่า..."

ทุกคนที่ฟังต่างหัวเราะไปกับคุณอเลค
ที่เล่าด้วยความภูมิใจว่าตัวเองได้กลายเป็นคนไทยไปเรียบร้อยแล้ว  ฮ่า ฮ่า ฮ่า

กลับมาที่เรื่องของเจฟ
ความที่เขาเป็นคนมือไม้อ่อน ไหว้ดะ
หลายครั้งที่เจฟได้ของกินกลับมาโดยไม่ได้ซื้อ ส่วนใหญ่จะเป็นผลไม้

บางครั้งเขาซื้อของแปลก ๆ (สำหรับเขา) ติดไม้ติดมือมาด้วย
อาทิเขียดตัวเล็ก ๆ ย่างจนแห้ง เสียบไม้เป็นแผง
อาหารพิเศษของคนเมืองเหนือ
เอามาทอดกรอบกินกับน้ำพริกตาแดง หรือจิ้มน้ำปลากิน อร่อยมาก
เจฟซื้อมาเป็นมัด  ไม่ได้เอามากิน แต่เอามาใส่ในงานกระดาษของเขา
ซึ่งน่าเสียดายที่ไม่บรรลุเป้าหมาย เพราะมีตัวอะไรไม่รู้มาแอบกินเขียดย่าง
ในแผ่นกระดาษของเขาจนหมด ในระหว่างที่รอกระดาษแห้ง

เมื่อใกล้จะกลับ เจฟทำกระดาษให้เราแผ่นหนึ่งเป็นที่ระลึก
เขาใส่ก้อนหินขนาดเท่าลูกมะนาวเข้าไปในเยื่อด้วย
มีรอย stamp (เขาแอบเอากระดาษออกไปขอให้บุรุษไปรษณีย์ประทับตราให้)
พร้อมกับเขียนด้วยลายมือสไตล์ศิลปิน ด้วยดินสอ ความว่า
"Great time when I spend with your family"

เจฟเป็นขวัญใจคนงาน  คนงานของเราทั้งหมดเป็นคนเมือง ที่มักขี้อาย ไม่ค่อยกล้าพูด
บางคนในชีวิตนี้ไม่สามารถขยับลิ้น ขยับปากพูดภาษาสำเนียงอื่น
นอกเหนือจากคำเมืองของตัวเองได้เลย
ชื่อของเจฟจึงมีปัญหามากสำหรับบางคน

วันหนึ่งฉันจึงได้ยินคนงานคนหนึ่งเรียกเจฟว่า ลุงเจี๊ยบ
ศิลปินร่างใหญ่อารมณ์ดีของเรา กลายร่างเป็นตุ๊กตาตัวเล็กน่ารักจากชื่อใหม่
จากนั้นมาเขาก็กลายเป็นลุงเจี๊ยบของทุกคน
ลุงเจี๊ยบดูจะมีความสุขมากขึ้นที่ได้รับการยอมรับ

ใกล้วันกลับ เขาอยากแสดงความขอบคุณเรา
ด้วยการโชว์ฝีมือทำแกงเขียวหวานเลี้ยงพวกเราทั้งหมด

"ไอเคยทำกินบ่อย ๆ ที่ฮอลแลนด์ อร่อยมาก"
เขาแสดงความชื่นชมอาหารไทยชนิดนี้

เจฟไปจ่ายตลาดแต่เช้าคนเดียว ไม่ยอมให้ใครไปช่วย
หอบข้าวของพะรุงพะรังลงจากรถ
แกงเขียวหวานไก่หม้อเบ้อเริ่ม จากกะทิกล่องใหญ่หลายกล่อง
กินกับข้าวสวยและขนมจีน  เอร็ดอร่อย หมดหม้อไม่มีเหลือ
เป็นความภูมิใจของคนทำ และเป็นความทรงจำอันงดงามระหว่างมิตรภาพ

ใด ๆ ในโลกล้วนอนิจจัง
ปีเตอร์ เจ้าของธุรกิจใหญ่ เพื่อนสนิทของเจฟตาย ราวเดือนพฤศจิกายน 2002
ด้วยอายุเพียง 48 ปี หลังจากที่เรารู้จักและค้าขายด้วยกันมากว่า 10 ปี

ธุรกิจหยุดชะงักแทบจับต้นชนปลายไม่ถูก เพราะปีเตอร์เป็นลูกค้ารายใหญ่
ในนาทีนั้น เจฟซึ่งเป็นศิลปิน ไม่ใช่พ่อค้า ไม่มีความชำนาญในเส้นทางค้าขาย
ใช้ชีวิตสนุกสนานแบบศิลปินมาโดยตลอด
กลับแอ่นอกเข้ามารับหน้าที่ค้าขายกับเราแทนปีเตอร์
เพียงเพราะอยากช่วยเพื่อน

เขาตระเวนไปตามร้านค้าหรือศิลปินที่คาดว่าจะเป็นลูกค้าเราได้
ทั้งในฮอลแลนด์  สเปน  อิตาลี เพื่อหางานมาป้อนให้เราอย่างมานะพยายาม
ซึ่งก็ได้ผลบ้างไม่มากนัก
แต่สิ่งที่ได้มากกว่าคือความเป็น "เพื่อน"
ที่มีความหมายและหาซื้อไม่ได้