วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ถอดรหัส






วันเกิดปีนี้ตื่นมาพร้อมกับอาการป่วยไข้
เวียนหัวจนต้องกินยาสองขนานพร้อมๆกัน
ยาหอมของอุทัยธานี เจ้าเก่า
และยาแก้เวียนเจ้าประจำอีกเหมือนกัน

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ฉันรู้สึกเสมอว่า "เขา"ดูแลฉันอยู่

วันนี้เขามาเตือนฉันในวันเกิดด้วยอาการป่วยไข้
ถอดรหัสว่าเขามาเตือน มาบอก
ถึงระยะเวลาเดินทางของชีวิต
ที่มันอาจไม่ได้ทอดยาว หรือราบรื่น มีพลังไปอีกเท่าใดนักแล้ว

จะทำอะไรก็รีบทำซะ

หลายปีที่ผ่านมา  ฉันไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
และมักรู้สึกว่าเวลาที่เหลือเป็นเวลาของการสะสาง

สะสางบ้านไม่เสร็จสักที
บ้านยังคงรกไปด้วยข้าวของ(ที่มักคิดว่ามันยังใช้ประโยชน์ได้)
ครัวยังคงไม่ถูกใจแม่บ้าน หาที่แขวนหม้อ แขวนกระทะไม่ได้สักที
ครกหินต้องการพื้นรองรับการกระแทกกระทั้นเวลาตำ
เรื่องมโนสาเร่ในครัว ที่ยังสะสางไม่ได้หลายเรื่อง
ฯลฯ

สองปีที่ผ่านมา ความตายของคนใกล้ชิดชี้ให้เห็นว่า
การไม่ได้สะสางเรื่องที่ควรสะสางไว้ก่อนตาย
มันทำให้เกิดปัญหากับคนข้างหลังมากมาย

จึงยิ่งต้องสะสางเสียให้เสร็จ

บางครั้งถึงกับรู้สึกว่า
เวลาในชาติหนึ่งนี้น้อยเกินไป
เพราะมีอะไรอีกมากมายหลายอย่างที่อยากทำแล้วยังไม่ได้ทำ
แต่บางครั้งก็อดบอกตัวเองไม่ได้ว่า
ชาติหนึ่งนี้ก็เกินพอแล้ว  ฉันไม่อยากเกิดอีกแล้ว

บางที"เขา"ก็บอกอะไรกับฉันในเชิงสัญญลักษณ์
ช่วงที่ชีวิตเหน็ดเหนื่อยมากๆ
ถนนหน้าบ้านขรุขระ  เป็นหลุมเป็นบ่อ  รถเคยแหนบหลุด
สะพานขาด น้ำท่วมสะพานข้ามไม่ได้

ฤดูฝนเมื่อ 2-3 ปีก่อน รถเคยติดหล่ม
ต้องขอให้ใครหลายคนมาช่วยฉุด ช่วยลากขึ้นจากหล่มหลุม

แต่ในวันที่ฟ้าเริ่มโปร่ง  ภาระเริ่มผ่อนคลาย
จู่ๆ ก็มีช่างขนหินขนทรายมาทำถนนหน้าบ้านให้
ปุบปับๆ ทำกันอย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่วัน  แล้วก็หายตัวไป

เพราะที่อื่นทำไปหมดแล้ว
มีเงินงบประมาณเหลือจึงได้รับความเมตตาให้มาทำที่นี่ !!

ฉันไม่เคยเรียกร้องเอาอะไรจากใคร
ใครจะว่าไม่รักษาสิทธิ์ฺก็แล้วแต่
มันเหนื่อย..
เมื่อเลือกที่จะอยู่ชายขอบ ก็ต้องยอมรับที่จะได้อะไรทีหลัง
และ"เขา" ก็ไม่เคยยุให้ฉันโวยวาย เรียกร้องเอาอะไรกับใคร

เขาเป็นใครไม่รู้...
ฉันเพียงแต่รู้สึกว่าเขาอยู่ไม่ไกล
พูดอีกอย่างว่า ฉันอยู่ในสายตาเขาตลอด

สองเดือนก่อนฉันก้าวพลาด ลื่นไถล อยู่หน้าบ้าน
เจ็บปวดจนเห็นเดือนเห็นดาว
ขาบวม เดินแทบไม่ได้นานนับเดือน

เขาดุฉันว่าอายุมากแล้ว  ชีวิตต้องช้าลง
จะทำอะไรฉึบฉับรวดเร็วตามใจตัวเองไม่ได้อีกต่อไป
สติ และสติจงอยู่กับตัวตลอดเวลา


เขาคอยบอก คอยเตือน คอยรั้ง
บางครั้งบอกดีๆ   บางครั้งก็โบยตีให้เจ็บปวด
มีรูปแบบและวิธีการอันหลากหลาย
เพื่อให้คนดื้อดึงอย่างฉันหลาบจำ









ฉันมีหน้าที่เพียงถอดรหัสของเขาออกมาให้ได้เท่านั้น









วันอังคารที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2557

แม่บ้านชานเมือง (4)






ฉันทำสบู่ใช้เองมานานหลายปี
เชื่อว่าคนที่ทำสบู่ใช้เอง จะไม่อยากซื้อสบู่ตามท้องตลาดมาใช้อีกเลย

สบู่ธรรมชาติทำไม่ยาก
มีคนเขียนหนังสือออกมาบ้าง
เล่มที่ฉันใช้อ้างอิงอยู่เป็นของคุณคมสัน หุตะแพทย์
เป็นหนังสือดีในเครือวารสารเกษตรกรรมธรรมชาติ
มีรายละเอียดต่างๆครบถ้วน
ตั้งแต่วัสดุอุปกรณ์  วัตถุดิบต่างๆ
รวมทั้ง"สูตร" การคำนวณ  และวิธีทำ






แต่สำหรับคนที่ยังไม่เคยทำ แม้จะอ่านหนังสือแล้ว ก็ยังนับว่ายากอยู่เมื่อเริ่มต้น
และคนที่จะทำให้ดีได้ ก็ต้องอาศัยประสบการณ์ลองผิดลองถูก
เรียนรู้ด้วยตนเองหลายๆครั้ง  เสียหายมากบ้าง น้อยบ้าง
กว่าจะลงตัวก็ต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง

ฉันทำสบู่ใช้เองมาแล้ว 7 ปี
ก็ยังรู้สึกว่าทำได้ไม่ดีพอ
ยังมี"ความลับ"บางอย่าง ที่เข้าไม่ถึง

ทั้งที่ทำสูตรเดิมทุกอย่าง
ผลลัพธ์บางครั้งกลับไม่เหมือนเดิม
บางครั้งกรอบ  บางครั้งไม่ยอมจับตัว
บางครั้งกวนแค่ 5-10 นาทีก็ข้นแล้ว
แต่บางครั้งเกือบชั่วโมงก็ยังไม่มีเค้า

แต่โดยรวมๆก็ยังพอใจกับคุณภาพ
และมั่นใจพอที่จะทำให้คนอื่นใช้ด้วย

ฉันคิดว่าเริ่มต้น  ต้องมี"ใจ"ที่อยากจะทำก่อน
เพื่อนสาวคนหนึ่งของฉันถึงกับบอกว่า
วันไหนอารมณ์ไม่ดี อย่าทำ

จริงของเธอ
วันไหนหงุดหงิด  ไม่สบาย  ร้อนอกร้อนใจ
อย่าคิดกวนสบู่

อธิบายเป็นเหตุผลออกมาไม่ได้
รู้แต่ว่ามันจะออกมาไม่ค่อยดี

อย่างนี้คนที่ต้องทำขาย คงรออารมณ์อย่างเราไม่ได้
ทำไม่ทัน เจ๊งกันพอดี

คนที่ทำขาย คงต้องอาศัยเครื่องไม้เครื่องมือ
ที่สามารถทำได้ในปริมาณมากกว่านี้
วิธีที่ฉันทำอยู่  เป็นงานแฮนด์เมดจริงๆ
ครั้งหนึ่งๆ กวนสบู่ได้แค่ 8-9 ก้อน  ใช้เวลาครึ่งวัน
ไม่ทันกิน..
เหมาะกับชีวิตแบบช้าๆ  ไม่รีบร้อนไปไหน
ทำเอง ใช้เอง และพยายามพึ่งตัวเอง

ไม่รู้จะมีใครรู้สึกเหมือนฉันบ้างไหม..
การทำสบู่เหมือนเป็นพิธีกรรมเล็กๆที่มีผลทางใจอย่างหนึ่ง
เหมือนได้ชำระ สะสางความสกปรก
ในซอก ในหลืบที่หมักหมมอยู่ภายในด้วยตัวเอง
ไม่ใช่แค่ความสกปรกทางกาย
แต่ยังรู้สึกเหมือนได้ชำระจิตใจไปด้วย

มีความผ่อนคลาย ความเบาสบายอยู่ในที
จากกลิ่นหอมของน้ำมัน และน้ำหอม
สมาธิที่ต้องจดจ่อเวลากวนน้ำมัน   กว่าจะเริ่มจับตัวเป็นสบู่
ห้ามหยุด  ห้ามวอกแวก วุ่นวาย
จึงควรทำในที่่ที่สงบพอควร








งานเล็กๆ ที่อยู่ในวิถีแห่งการชำระสะสาง
ขอบคุณที่ได้ค้นพบ







วันจันทร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2557

แม่บ้านชานเมือง (3)




เด็กสาววัยรุ่น รูปร่างอ้วนกลม ใส่แว่นหนา
เป็นลูกสาวเจ้าของร้านขายของชำเปิดใหม่ใกล้ๆ บ้าน
บุคลิกเธอดูเด่น สะดุดตา

ซุปเปอร์สโตร์ริมทุ่งนา
มีทั้งตู้กดน้ำดื่ม และตู้เติมน้ำมันอยู่หน้าร้าน

ฉันขับรถผ่านไปมาหลายรอบแล้วแต่ยังไม่เคยแวะสักครั้ง

บ่ายวันหนึ่ง ขากลับเข้าบ้าน ฉันจอดรถหน้าร้าน
จะลองไปสำรวจว่าร้านใหม่มีอะไรขายให้แม่บ้านชานเมืองอย่างฉันบ้าง

"คุณยายไปไหนมาคะ"  เธอร้องถามอย่า่งคนมีอัธยาศัย
สำเนียงภาษากลาง  ทำให้คิดว่าไม่ใช่คนพื้นถิ่น

ฉันสะดุ้งเล็กๆ ที่ถูกเรียก "ยาย"
แม้จริงๆ จะมีหลานเรียก "ยาย" และ "ย่า" อยู่หลายคนแล้วก็ตาม
แต่ก็ไม่เคยมีบุคคลที่สามที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
เรียกเต็มปากเต็มคำอย่างนี้

เอาเถอะ !  ยายก็ยาย ไม่มีปัญหาหรอกอีหนูเอ๊ย

เธอเป็นเด็กพูดเก่ง  ช่างเจรจา สมเป็นแม่ค้า
และสมลักษณะคนเจ้าเนื้อส่วนใหญ่
ที่มักพูดเก่งและอารมณ์ดี

หาซื้อของที่ต้องการได้แล้วจึงถามเธอกลับว่า
"ไม่ไปโรงเรียนเหรอวันนี้"
เธอส่ายหน้า  ยิ้มน้อยๆ ตอบว่า
"เรียนจบแล้ว"

ฉันประเมินอยู่ในใจว่าอายุเธอน่าจะราว 15-16
จะมาเรียนจบแล้วได้ยังไง นังหนูนี่
จะว่าจบมหาวิทยาลัยแล้วก็ไม่น่าจะใช่

"จบชั้นไหน ?"
"มอหก"
มอหกก็ต้องสิบแปดแล้วสิ

"อ้าว..แล้วไม่เรียนต่อเหรอ"
เธอส่ายหน้าแทนคำตอบ  ยิ้มอีกแล้ว ยิ้มง่ายดีจัง
"ทำไมล่ะ ?"
"ไม่อยากเรียน"  ตอบแล้วก็ยิ้ม

ฉันเก็บความแปลกใจนิดๆ ไว้ในใจ
บ้านเธอก็ดูมีฐานะพอควร พ่อเป็นตำรวจ (ร้านข้างๆบอกภายหลัง)
มีบ้านสร้างใหม่ ที่ต่อเติมด้านหน้าให้เป็นร้านค้า  มีรถ
และต้องมีทุนพอสมควรที่จะทำร้านค้าระดับนี้
แม่ก็ขยันทำโน่นทำนี่ขาย
บางช่วงเห็นมีผลไม้ดองใส่ขวดโหลวางเรียงกันหน้าร้าน ดูน่ากิน

เป็นร้านชำที่มีของมากมาย น่าเข้าไปซื้อ
มีขนมนมเนยหลากหลาย ที่สำคัญมีตู้ไอศกรีม
แม้จะอยู่ไกลเมือง ริมทุ่งนา แต่ก็มีลูกค้าผ่านไปมาตลอด
ร้านน่าจะอยู่ได้

แล้วทำไมไม่ให้ลูกเรียนหนังสือ ?

ดูท่าแม่จะยกร้านนี้ให้เป็นกิจการของลูกสาว
เพราะผ่านไปเมื่อไรก็เห็นเธอนั่งคุมหน้าร้านตลอดเวลา

ก่อนเดินออกจากร้าน ดูเธอจะยังสนใจ"คุณยาย"คนนี้อยู่
เธอถามว่า
"คุณยายขับรถเองเลยเหรอ"  สายตาบ่งบอกว่ายายคนนี้ซิ่งจัง
"คุณยายขับรถเป็นตั้งแต่อายุเท่าไร"

เธออาจจะอยากหัดขับรถ  ฉันเดา
สาวน้อยยิ้มตาหยี โบกมือร่ำลา

หลังจากวันนั้นฉันก็กลายเป็นลูกค้าซุปเปอร์สโตร์ริมทุ่งร้านนี้ไปโดยปริยาย
แม้จะแวะซื้อไม่บ่อยนัก
แต่ร้านของเธอทำให้มีความอุ่นใจ เหมือนมีตัวสำรองอยู่ใกล้บ้าน

วันใดที่ขับรถกลับบ้านแล้วนึกขึ้นได้ทีหลังว่าลืมซื้อของบางอย่าง
ก็ยังอุ่นใจว่ายังมีร้านแม่สาวน้อยคนนี้รออยู่ข้างหน้า
สาวน้อยยิ้มเก่ง และไม่ยอมเรียนหนังสือ
ผู้เป็นเจ้าของกิจการตั้งแต่อายุ 18


ฉันหันมาย้อนถามตัวเองว่า
แล้วทำไมต้องเรียนต่อ
หากเอามาตรฐานการเรียนแบบที่ยึดถือกันอยู่
เธอต้องเสียเวลาให้กับโรงเรียนไปอีกอย่างน้อย 4 ปี
จะได้ความรู้มาแค่ไหนก็ไม่รู้
จะเลือกเรียนถูกทางหรือผิดทางก็ยังกังขา
จะหางานทำได้หรือเปล่า ก็ไม่รู้อีก
อาจเป็นการลงทุนที่หาจุดคุ้มทุนแทบไม่เจอ


เธออาจจะคิดถูกที่ไม่ยอมเรียน(ในระบบ)

ไม่ต้องอาศัยโรงเรียน อาศัยครูแบบที่เราทำๆกันอยู่
คนเราก็สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง
ด้วยสื่อต่างๆที่มีมากมาย
ความรู้ที"จำเป็น" ต่อการดำรงอยู่ของชีวิต  ความรู้ที่ทำให้ชีวิตรอดได้
อาจสวนทางกับความรู้ในโรงเรียนที่ตายซาก

การศึกษาที่เป็นอยู่นี่ต่างหากที่เชื่องช้า ไม่ทันการ
กลายเป็นสิ่งล้าหลัง
และยังดูดกลืนพลังคนหนุ่มสาวให้หายไปแล้วไม่รู้เท่าไร
จนกลายเป็นคนครึ่งๆกลางๆ   ขาดๆเกินๆ
แหว่งวิ่นอย่างทุกวันนี้

แม้ไม่รู้ว่าเหตุผลจริงๆที่เธอไม่อยากเรียนคืออะไร

แต่ฉันก็เชื่อว่าสาวน้อยคนนี้เป็นต่อเพื่อนรุ่นเดียวกับเธอไปไกลแล้ว







วันเสาร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2557

แม่บ้านชานเมือง (2)










ฉันเป็นคนไม่ชอบทำกับข้าว (เอาเสียเลย)
ถ้าเลือกได้ก็จะขอให้เป็นสิ่งสุดท้ายที่ต้องทำ ในชีวิตแม่บ้าน

แต่พระเจ้าก็ไม่ให้เลือก  พระเจ้าแกล้งฉันมาตลอด
ชีวิตฉันจึงต้องอยู่ในครัวมาตั้งแต่เป็นเด็ก

อยู่ปอสาม ฉันต้องไปจ่ายตลาด
เดินหิ้วตะกร้าจากบ้านไปตลาดที่ห่างออกไปประมาณห้าร้อยเมตร

ซื้อปลาทูเข่งละบาท เข่งละหกสลึง
โหระพา  แมงลัก กำละห้าสตางค์ สิบสตางค์
ภูมิใจมากที่ยังทันใช้เหรียญห้าสตางค์ สิบสตางค์

อายุแปดขวบ ฉันทำกับข้าวให้คนในบ้านกินได้แล้ว
ก็ทอดไข่ ทอดปลา ตำน้ำพริก
หรูหน่อยก็ต้มยำทำแกง

ที่จำได้มาถึงเดี๋ยวนี้คือเพื่อนของน้ามาบ้านแล้วตกใจ
ที่อีเด็กผอมดูขี้โรค หัวโต คนนี้เป็นคนทำกับข้าวให้กิน

ตอนนั้นเราอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่
ญาติพี่น้องเต็มบ้าน หลายพ่อหลายแม่ มาสุมหัวรวมกันอยู่
ทั้งหมดมาอยู่รวมกันเพื่อให้ได้เรียนหนังสือในเมือง
ก็ช่วยกันทำ ช่วยกันกิน
อึกทึกคึกโครม ตามประสาครอบครัวขยาย

ทุกคนต้องช่วยตัวเอง ซักเสื้อผ้า รีดเสื้อผ้าเอง
และช่วยกันทำงานส่วนรวม
เช่นรองน้ำจากก๊อกใต้ถุนบ้าน
หาบขึ้นไปใส่โอ่งต่างๆ ที่ต้องใช้บนบ้าน ทั้งในครัว ในห้องน้ำ
ไม่ได้มีก๊อกไปทุกที่เหมือนเดี๋ยวนี้

ช่วยกันทำกับข้าว  หาอยู่ หากิน
เมื่อผักผลไม้ในบ้านสุกแก่ ก็ต้องช่วยกันเก็บ
และช่วยกันเอาไปขาย
มะขามเทศหวาน เอาตอกมาร้อยเป็นพวง ใส่ถาดไปขายที่ตลาด
ขายพวงละสลึงบ้าง  ห้าสิบสตางค์บ้าง

เมื่อโตขึ้นเป็นวัยรุ่น ไม่ได้อยู่รวมกันในบ้านใหญ่แล้ว
ครอบครัวฉันก็ยังประกอบอาชีพขายอาหารอีก

แม่เคยเปิดร้านขายข้าวแกง  ขายดีมากๆ
ถึงแม้ฉันจะไปเรียนหนังสือที่อื่น
แต่เมื่อปิดเทอมกลับบ้านก็ต้องช่วยงานทุกอย่าง
ยังจำความเหน็ดเหนื่อยเหล่านั้นได้ดีไม่มีลืม

พี่ปาง หัวหน้าแม่ครัวของแม่ต้องตำพริกแกงจนดึกดื่นทุกวัน
ไม่มีเครื่องปั่นเหมือนยุคหลังๆ
ครกหินใบเบ้อเริ่ม  ตำกันสนั่นหวั่นไหว
พลาดเผลอพริกกระเด็นเข้าตาก็เดือดร้อนอีก
ถ้วยชามใช้แล้วกองพะเนินเทินทึกในกะละมังใบใหญ่
นั่งล้างกันหลังบ้านหลังขดหลังแข็ง

ฉันเคยบอกแม่ว่า
ชีวิตนี้จะไม่ยอมประกอบอาชีพขายอาหารเหมือนแม่เด็ดขาด
เพราะเหนื่อยเหลือเกิน
และเพราะฉันไม่ชอบทำอาหาร


ต่อมาเมื่อมีครอบครัว ฉันก็ต้องเป็นคนทำอาหารอยู่ดี
เลี่ยงไม่ได้จริงๆ

ฉันอดคิดถึงเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งขึ้นมาไม่ได้
เธอเล่าว่าก่อนแต่งงาน เธอบอกกับว่าที่สามีว่า ฉันทำอะไรไม่เป็นเลยนะ
ฝ่ายชายไม่ติดใจ ยอมรับกติกา พวกเขาจึงแต่งงานกัน

แล้วเธอก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ  เธอทำอะไรไม่เป็นเลย
ฉันไปเยี่ยมเธอที่บ้าน หลังเธอคลอดลูกไม่กี่วัน
เห็นสามีกำลังนั่งซักผ้าอ้อม
สามีทำงานบ้านทุกอย่างโดยไม่ปริปากบ่น  แล้วยังทำกับข้าวให้กินด้วย
เป็นสามีที่ประเสริฐจริงๆ

ฉันคิดในใจว่าทำไมเธอช่างโชคดี มีบุญเช่นนี้

ส่วนฉันยังต้องเป็นนางก้นครัวตลอดมา
พระเจ้าคงจะทดสอบฉันไว้แล้วหลงลืม แถมไม่มีตัวช่วย
ฉันจึงเป็นนางก้นครัวที่ทำกับข้าวไม่อร่อย

แม้จะไม่มีเสน่ห์ปลายจวัก
แต่ลูกผัวไม่มีทางเลือก  จึงจำต้องกิน
และแม้จะยังไม่เคยรู้สึกรักชอบการทำอาหารขึ้นมาสักนิด
ฉันก็ยังต้องทำ เพราะมันเป็นหน้าที่ที่เลี่ยงไม่ได้

แต่จะว่าไม่มีตัวช่วยเลยก็ไม่ได้
เพราะมีอาหารบางร้านทำได้อร่อย สะอาด และราคาไม่แพง
ที่ต่อมาก็ผูกมิตร  ผูกถุง เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันยาวนาน
ฉันจึงเป็นแม่บ้านอาหารถุงบ้าง ทำเองบ้าง
แล้วแต่เหตุและปัจจัย

ต่อมาเมื่อพ่อบ้านพอมีเวลาที่จะปลูกผักกินเอง
เราจึงต้องพยายามคิดสรรเมนูไม่ให้ซ้ำซาก
เพื่อจะกินผักที่เราปลูกเองให้ตลอดรอดฝั่ง
เช่นช่วงนี้ถั่วลันเตาเริ่มหมด
ถั่วฝักยาวทะยอยออกฝักพรึ่บพรั่บ เยอะกว่าถั่วลันเตาหลายเท่านัก

ทั้งกินเองทั้งแจกญาติพี่น้อง
เป็นที่พออกพอใจของทุกคน
เพราะถั่วฝักใหญ่หวานกรอบ เด็ดกินได้ทันทีอย่างสบายใจ
ผัดถั่ว ผัดพริก ตำถั่ว ต้มถั่ว จิ้มน้ำพริก วนเวียนหลายรอบแล้วในเดือนนี้
มีกติกาข้อเดียวคือ ห้ามเบื่อ

การมีผักกินเอง ไม่ต้องซื้อกินเป็นสิ่งที่วิเศษอย่างยิ่ง
เพราะผักตามตลาดมีภาพลักษณ์ที่น่ากลัวเหลือเกิน
ฉันไม่ได้ซื้อคะน้า กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาวจากตลาดมานานมากแล้ว
เพราะรู้ว่าสารเคมีตกค้างสูงมาก
แม้แต่พริกขี้หนูและมะนาวก็ไม่มีข้อยกเว้น

เมื่อปลูกผักกินเองได้แล้ว
ฉันจึงต้องกลับมาสู่โหมดการทำอาหารเองเป็นหลักอีกครั้ง

นี่อาจจะเป็นบททดสอบบทใหม่จากพระเจ้า
และถ้าพระเจ้ายังถามฉันด้วยคำถามเดิมว่า
เธอชอบการทำอาหารขึ้นบ้างหรือยัง

ฉันก็จะตอบว่า "ไม่"
ว่าแล้วก็ก้มหน้าก้มตาคว้าตะหลิวต่อไป


การปลูกผัก  จริงๆแล้วไม่ใช่เรื่องง่าย
และต้นทุนการทำเองก็สูงกว่าซื้อเขากินทีละห้าบาทสิบบาทมากนัก

แพงกว่า  เพราะต้องใช้เวลา ให้การดูแลเอาใจใส่
คนชอบแต่งตัว ไม่ชอบเข้าดินเข้าหญ้า รังเกียจมือดำ ตีนดำ
ขอแนะนำว่าซื้อเขากินดีกว่า

เป็นงานที่ต้องขยันและต้องอดทน
ต้องรดน้ำสม่ำเสมอ  ต้องดูแล
เข้าสวนทียุงรุมเป็นร้อย
หน้ามัน เหงื่อโทรม กระเซอะกระเซิง

งานที่ได้ลงมือลงแรงแบบนี้
แม้จะเป็นงานที่ดูลำบากสำหรับบางคน
แต่ผลลัพธ์ต่อชีวิตและจิตใจนั้น  สำหรับฉันคุ้มค่า
ส่วนใครอยากรู้ว่าคุ้มค่าอย่างไร...

ต้องเริ่มต้นทำเอง....แล้วจะรู้














วันพฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

แม่บ้านชานเมือง (1)





ฉันชอบทำของใช้เอง

ไม่ได้มีฝีมือเลอเลิศ  แต่อยากทำ
ไม่ใช่คนขยันขันแข็ง  แต่ก็ไม่ถึงกับขี้เกียจ

ถ้ามีใจ"อยาก"ขึ้นมาเมื่อไร ก็จะทำ

ทำแล้วก็ชอบทำให้เสร็จ  จนบางครั้งแอบเผลอชุ่ย
เพราะความอยากให้เสร็จเร็วๆนี่แหละ
จึงต้องคอยเตือนสติ กำราบตัวเอง ขัดเกลาตัวเอง
ถูลู่ถูกังกับตัวเองมาหลายงาน

ตอนที่ลูกยังเล็ก เป็นเด็กนักเรียนประถม ถึงมัธยมต้น
ฉันเป็นคนปักชื่อบนเสื้อนักเรียนทุกตัวของลูก

ลูกจะอายเพื่อนบ้างหรือเปล่าไม่รู้
ที่ชื่อตัวเองปักด้วยฝีมือโย้เย้ของแม่
ในขณะที่ของเพื่อนเกือบทั้งหมด
ปักด้วยเครื่องปัก สวยงาม เรียบกริบ

สมัยที่ฉันเป็นเด็กนักเรียน เราปักกันเองทั้งนั้น
เครื่องปักเพิ่งมามีในยุคหลังๆนี่เอง

และร้านรับปักเสื้อไม่เคยได้กินเงินแม่อย่างฉัน

ของใช้ในบ้านหลายอย่างก็ชอบทำเอง
เช่นพรมเช็ดเท้า ที่ทำจากเศษผ้า
ผ้ารองจาน  ม่านหน้าต่าง ฯ

เคยฝันว่าจะเก่งขนาดตัดเสื้อผ้าให้ลูกใส่ได้
ส่วนหนึ่งเพราะอยากประหยัด 
เวลาเปิดเทอม ซื้อเสื้อผ้าให้ลูกที ต้องจ่ายหลายตังค์

จึงลงทุนไปเรียนตัดเสื้อ
ไม่มีปัญญาไปเรียนที่แพงๆ จึงไปสมัครเรียนของ กศน.
กศน.คือการศึกษานอกโรงเรียน
หน่วยงานนี้ยังอยู่หรือยุบไปแล้วไม่รู้

เรียนในวัด ไม่ไกลจากบ้านนัก
ถ้าจำไม่ผิด  ค่าเรียนแสนถูก ตกชั่วโมงละ 1 บาท
เรียนอยู่ประมาณ 2-3 คอร์ส  คอร์สละประมาณ 1 เดือน
เรียนจนสร้างแพทเทิร์นได้

ช่วงที่อยู่ในมู้ดการเรียน อาจหาญถึงขนาดตัดชุดนักเรียนให้ลูกได้

ตัดชุดยุวกาชาดให้ลูกสาว
ตัดชุดลูกเสือและกางเกงนักเรียนให้ลูกชายได้หลายตัว

แต่พอเลิกเรียน และลูกโต แยกย้ายกันไปเรียนที่อื่น
ความรู้ของแม่ก็เข้าฝัก
ส่งคืนอาจารย์หมดเกลี้ยง
อุปกรณ์บางอย่างกลายเป็นส่วนเกินของบ้าน  เช่นจักรโพ้ง
ไม่ได้ใช้ ขายคืนก็ไม่ได้ อยากจะยกให้ใครที่ควรให้แบบฟรีๆด้วยซ้ำ
แต่ก็ยังหาตัวคนอยากได้ไม่เจอ

เลิกตัดเสื้อ  เพราะเสื้อตัดยาก มีรายละเอียดเยอะ
ทั้งการเข้าปก โค้งแขน  เข้าแขน

ยังคงตัดกระโปรงทรงเอ ที่ใส่ประจำ
มีแพทเทิร์นอยู่แล้ว  ใช้แพทเทิร์นเดียวจนกระดาษเปื่อย

และไปๆมาๆก็เลิกตัดกระโปรง เพราะตัดไว้เยอะแล้ว
ใส่ไปได้ตลอดชีวิต

ตอนนี้เหลือตัดให้ตัวเองเพียงอย่างเดียว คือเสื้อคอกลม แขนกุด
เรียกว่าเสื้อคุณป้า
เป็นเสื้อประจำตำแหน่ง ที่มีแพทเทิร์นตายตัวอีกเหมือนกัน
เข้ากับอากาศร้อนที่ทวีขึ้นทุกปี  จนแทบจะใส่เสื้อมีแขนไม่ได้

ผ้าที่ตัดก็มักเอามาจากเสื้อผ้าเก่าๆ ที่เก็บๆไว้
ตัวไหนเคยชอบ เคยรัก แต่ไม่ใส่แล้วก็จะเลาะออกมา ทำเป็นผ้าต่อ

ดังนั้นเสื้อที่ฉันใส่บางตัว อาจจะมีลวดลายผ้าต่อใกล้เคียงกับพรมเช็ดเท้าที่บ้าน

ส่วนคุณพ่อบ้านก็มีชุดประจำชาติเช่นกัน
นอกจากเสื้อม่อฮ่อม กางเกงม่อฮ่อม ที่ซื้อจากร้านเจ้าประจำแล้ว
เดิมเคยซื้อเสื้อผ้าฝ้ายคอกลม แขนสั้นให้เขา  จากสวนลุมไนท์บาซาร์

มีร้านประจำที่ถ้าได้ไปก็จะซื้อครั้งละครึ่งโหล 
เขาจะลดราคาให้เป็นพิเศษ

ตอนหลังแทบไม่ได้ลงกรุงเทพฯ  จึงคิดตัดเอง
ไม่ยากอะไร  แค่ก็อปปี้แพทเทิร์น แล้วหาซื้อผ้าที่ชอบ
ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผ้าฝ้าย ที่คิดว่าใส่สบาย
ประหยัดเงินไปได้อีกเยอะ

คุณพ่อบ้านใช้เสื้อผ้าเปลือง เพราะใช้ชีวิตกลางแจ้งเป็นส่วนใหญ่
ทำสวน ฟันไม้ รดน้ำต้นไม้  เสื้อมักเปื่อยขาดที่คอ เพราะเหงื่อเค็ม
เสื้อขาวติดยางกล้วยซักไม่ออกหลายตัว

ถ้าฉันจำเป็นต้องเดินทางไปไหนหลายวัน
นอกจากต้องเตรียมเสบียงอาหารไว้ให้แล้ว
ก็มักจะต้องตัดเสื้อเพิ่มไว้ให้เขาจนครบวัน

เพราะเขาจะไม่ยอมซักผ้า (แม้จะมีเครื่อง)

เคยจากไปครึ่งเดือน
กลับมาถึงบ้านถึงกับตะลึงงัน

เสื้อผ้าพ่อกองเป็นภูเขา 1 ลูกใหญ่
ลูกชายปิดเทอมกลับมาอยู่บ้าน กองเป็นภูเขาอีกลูก  คนละมุมกัน

ทั้งหมดรอแม่มาสะสาง !!

โชคดีที่ฉันเป็นคนชอบซักผ้า
ช่วงที่เครื่องซักผ้าเสียก็ซักมือได้ไม่มีปัญหา
ส่วนหนึ่งอาจเพราะเป็นคนขี้ร้อน ชอบเล่นน้ำ
แต่การรีดผ้านี่ ไปไกลๆเลย  เกลียดมาก
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ครอบครัวเรานิยมใส่เสื้อผ้ายับ  5555

นิสัยนี้ยังติดไปถึงลูกสาว ที่แม้จะจากไปเรียน และทำงานแล้ว
เธอก็ไม่ชอบใส่เสื้อผ้าเรียบเหมือนกัน

เตารีดที่บ้านหงอยเหงามาเป็นปี นับแต่ลูกๆไม่อยู่
ไม่ต้องรีดชุดนักเรียนให้พวกเขาอีกต่อไป
ประหยัดค่าไฟไปไม่ใช่น้อย





วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

โอกาส





ของขวัญปีใหม่จากลูกชาย
สงสัยอยากให้แม่ผอม..

"แม่อ่านนะ"
เขากำชับ ก่อนกลับไป กทม.

สองเดือนแล้วแม่ยังไม่ได้อ่าน  เพราะติดโน่นนี่นั่น

วันก่อนขนขยะในบ้านไปขายยังโรงรับซื้อของเก่า
ที่ตั้งอยู่ห่างไกลในดงฝุ่น
ทั้งขวดแก้ว พลาสติก กระป๋อง ที่เก็บรวบรวมไว้เป็นปี
แล้วก็ยังมีหนังสือ..

หนังสือที่เหลือรอดจากการแทะเล็มของฝูงปลวก
จะยกให้ใครก็ดูไม่ดี เพราะรูปเล่มที่ถูกแทะจนเว้าแหว่ง
จึงต้องชั่งกิโลขาย ให้เขาเอาไปย่อยใหม่

เด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับลูกชาย
หน้าตาเนื้อตัวมอมแมม รี่เข้ามาช่วยยกของลงจากท้ายกระบะ

เมื่อเขาเห็นกองหนังสือที่ฉันมัดเชือกฟางไว้เป็นมัดๆ
ประกายตา ท่าทางของเขาดูตื่นเต้นขึ้นมาทันที
เข้ามาหยิบ มาดึงหนังสือบางเล่มไปพลิกดู
และคำพูดเพียงประโยคเดียวของเด็กหนุ่ม ทำให้ฉันอึ้ง

"หนังสือดีๆทั้งนั้นเลย"

หญิงสาวอีกคน อายุมากกว่าเด็กหนุ่มขึ้นมาหน่อย เดินมาสมทบ
เธอพูดขึ้นอย่างกระตือรือร้นว่า
"แฮรี่ พอตเตอร์ ก็มี"

ฉันรู้สึกสะท้อนใจ  สัมผัสได้ในทันใดว่าพวกเขารู้คุณค่าของหนังสือ
ส่วนจะมีโอกาสเข้าถึงแค่ไหน ยากที่จะรู้

ไม่มีหนังสือให้คนที่อยากอ่าน  ไม่มีที่  ไม่มีเงิน  ไม่มีงบ
ทั้งที่มีหนังสือพิมพ์ออกมาขายมากมาย ล้นเหลือเฟือฟายสำหรับคนมีเงิน
มีงานหนังสือปีละหลายครั้ง  แต่ต้องมีเงินจึงจะได้อ่าน

คำถามผุดขึ้นมาในใจมากมาย
ล้วนเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ

คิดถึงลูกชาย 
ที่พอมีเงินเหลือซื้อหนังสือเป็นของขวัญปีใหม่ให้แม่
แต่ลูกชายของแม่อีกคน   หน้าตาเนื้อตัวมอมแมมอยู่กลางกองขยะ
คงไม่มีโอกาสเช่นนี้..









วันศุกร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2557

ปลวก









เงี่ยหูฟังเสียงปลวกกัดกินใบไม้ ที่พื้นกอไผ่
กัดแทะกันเป็นกระบวนการ
กัดไม่ปล่อย

ไม่น่าเชื่อว่าจะได้ยิน..

เพื่อนคนหนึ่ง บอกเคยขนหัวลุก นิ่งงัน
เมื่อได้ยินเสียงแบบนี้ หน้าตู้หนังสือ ยามดึก

ปลวก สัตว์มหัศจรรย์พันลึก
มากันเป็นกองทัพ  บุกรุกโจมตี แบบเงียบเชียบ
แนบเนียน...  ไม่ไว้หน้า

ก็กูจะกิน

เจอปลวกในบ้าน
ยามที่บ้านเมืองก็กำลังถูกปลวกนรก
กัดแทะจนแหว่งวิ่น