วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2556

คิดถึงป้า









เส้นทางเดินรถสายเชียงใหม่ - แม่ฮ่องสอน  ต้องผ่านอำเภอจอมทอง และอำเภอฮอด
ฉันคุ้นเคยกับเส้นทางสายนั้นพอควร

ก่อนถึงอำเภอฮอด  เลยอำเภอจอมทองไปสักสิบกว่ากิโลเมตร ก็จะถึงบ้านป้า

ฉันไม่เคยรู้จักป้ามาก่อน  ทั้งที่คนอื่นจำนวนไม่น้อยคงรู้จักป้ากันมานานแล้ว
ครั้งแรกที่ฉันลองแวะ ก็เพียงเพราะติดใจชื่อบ้านของป้า
ติดใจต้นไผ่ที่เรียงราย ร่มครึ้ม

ฉันรู้ว่าป้าทอผ้าก็จากป้ายปากทาง
แวะดูก็ตามประสาคนชอบผ้าฝ้ายคนหนึ่งเท่านั้นเอง

แวบแรกที่เห็นผ้าทอของป้า ฉันถึงกับตะลึง
บอกได้เลยว่า  ผ้าของป้าไม่มีผ้าทอที่ใดเหมือน
ตรงไหนและอย่างไรฉันก็อธิบายไม่ถูก  รู้แต่ว่าผ้าป้างามกระทบใจ

มีสิ่งของไม่กี่อย่าง และคนไม่กี่คนหรอกที่จะทำให้เรารู้สึกว่าใจถูกกระทบได้

มีอะไรบางอย่างที่รู้สึกเหมือนงานศิลปะแถบลาตินอเมริกา
ที่เคยเห็นในหนังสือ หรือในภาพ และก็มีบางส่วนที่เหมือนมาจากภาพเขียนโบราณ

จากวันแรกวันนั้น  ฉันจึงได้รู้ว่า ที่แท้ป้าคือศิลปิน
หลังจากนั้นไม่นานป้าก็ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ
ป้าแสงดา  บันสิทธิ์

นับจากวันแรกวันนั้น  ก๊วนของเรา 4-5 คน ก็พากันไปให้ป้าเห็นหน้าบ่อย ๆ
ถึงจะเบี้ยน้อยหอยน้อย  แต่ก็ใจใหญ่
พากันขนซื้อผ้ากลับมาทุกครั้งอย่างยั้งไม่อยู่  ขอยืมเงินกันวุ่นวาย

จังหวะนั้น ฉันได้ทุนก้อนเล็ก ๆ จากหน่วยงานแห่งหนึ่ง มาเก็บข้อมูลเรื่องราวของป้า
เงื่อนไขที่จะได้ไปหาป้าบ่อย ๆ จึงมีมากขึ้น

บ้านไม้สองชั้นหลังใหญ่ของป้า ร่มรื่น  น่าอยู่
ทัศนียภาพตรงระเบียงริมแม่น้ำปิงนั้นเหมือนแดนสวรรค์

"เดิมบ้านหลังนี้คือบ้านของเจ้าแก้วนวรัฐ  เจ้าผู้ครองนครองค์สุดท้ายของเชียงใหม่
เป็นบ้านพักตากอากาศของท่าน"   ป้าบอก

ป้าขอซื้อจากเจ้าในราคาสองหมื่นบาท
รวมกับที่ดินด้านหน้าราว 200 ไร่  (ราคาเมื่อเกือบร้อยปีก่อน)

นับว่าป้าและครอบครัวของป้าเอ็นดูพวกเรามากโขอยู่
เราจึงมีโอกาสบุกครัว กินน้ำพริก กินแกงฝีมือป้า
"กินจนลืมตาย"  ต้องพูดอย่างนี้
ข้าวนึ่งร้อน ๆ กินกับน้ำพริกตาแดง  ผักลวก
ผักโขมบ้านต้นเล็ก ๆ รากสีแดง  ดอกงิ้วป่ารสฝาดเฝื่อน เข้ากับน้ำพริกได้รสชาติที่ลงตัว
อร่อยไม่รู้ลืม..

ป้าเคยให้ย่ามพวกเราคนละใบ  เป็นผ้าย้อมคราม ลายน้ำไหล
บางคนประจบป้าเก่ง  ได้ตุงแขวนฝีมือป้าไปคนเดียว เพราะมีเหลือเพียงชิ้นเดียว
บางครั้งป้าก็ให้ผ้าคนละชิ้น  เป็นฝ้ายตุ่นสีธรรมชาติที่หายากแล้ว

ตกกลางคืน  บางครั้งพวกเราก็นอนที่เรือนหลังเล็ก ซึ่งอยู่ด้านหน้าเรือนหลังใหญ่
แต่บางครั้งป้าก็เมตตา ให้เรามากางมุ้งนอนหน้าห้องของป้าที่เรือนหลังใหญ่
"จะได้คุยกันดึก ๆ "  ป้าบอก

ป้าถอดมวยผมสีเทาเงิน ที่ยาวเกือบถึงกลางหลัง  สางผมอย่างบรรจง
เล่าเรื่องราวชีวิตของป้า  เหมือนทุกสิ่งแจ่มจ้าอยู่ในความทรงจำ...

ขุมความรู้เรื่องผ้า  เรื่องสี  เรื่องต้นไม้  ที่อยู่ในตัวป้า
ได้ถูกส่งผ่านออกมาเป็นผ้างาม  ผืนแล้วผืนเล่า
เป็นตำนานเรื่องราวที่เล่าขานกันไม่รู้จบ
เป็นขุมทรัพย์ของแผ่นดินที่น่าภาคภูมิใจ

ทุกครั้งที่หยิบภาพของป้าขึ้นมาดู
ฉันมักจะนึกเห็นภาพเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง
เป็นเด็กคนเดียวในหมู่บ้าน ที่ไม่ยอมวิ่งไปรับของแจก
ด้วยความคิด  ความเชื่อมั่นที่เด็ดเดี่ยวของตัวเอง
ว่าเรามีมือ มีตีน ทำงานได้  ทำไมจะต้องไปรอรับของแจก

แม้ว่าคณะที่ล่องเรือผ่านและแวะแจกของให้ชาวบ้านในครั้งนั้น
จะเป็นขบวนเรือของเจ้าดารารัศมี  พระชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ตาม

จากเด็กหญิงผู้เด็ดเดี่ยวในวันนั้น
เธอได้เติบโตขึ้น ผ่านร้อนผ่านหนาว  ผ่านชีวิตลำเค็ญ
สร้างสรรค์งานศิลปะบนผืนผ้ามาอย่างต่อเนื่อง ยาวนาน
เป็นทั้งความงดงามและศักดิ์ศรีของแผ่นดินเกิด

ป้าแสงดาจากเราไปเมื่อเดือนมกราคม  พุทธศักราช 2536
20 ปีผ่านไป...
ดอกงิ้วป่าร่วงหล่นอย่างเหงาเศร้าท่ามกลางลมหนาว
แต่เรื่องราวของป้ายังมีชีวิต  มีพลัง และงดงามเสมอ
ในบ้านไม้หลังใหญ่   ริมฝั่งแม่น้ำปิง
ที่ชื่อ  "บ้านไร่ไผ่งาม"














วันเสาร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2556

คนเขียนหนังสือที่ถูกจับได้








"พี่ยังเขียนหนังสืออยู่หรือเปล่าครับ ? "

ฉันชะงัก  ไม่คิดว่าจะได้ยินคำถามแบบนี้  ในเวลาและสถานที่เช่นนี้

"....................."

ตอบไม่ทันและไม่ทันตอบ  สีหน้า แววตาของฉัน คงบ่งบอกถึงความไม่คาดคิดและงุนงง
ชายหนุ่มระบายยิ้มไปทั้งหน้า   ฉันอึก ๆ อัก ๆ  หน้าจะแดงด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้
ถามเขาตะกุกตะกักไปว่า

"รู้...รู้ได้ไง  ว่าพี่เขียนหนังสือ"
"ผมอ่านเจอ"

เออสิ  ก็เขาขายหนังสือนี่นา  ฉันบอกตัวเอง  ยามว่างไม่มีอะไรทำ  ก็คงอ่านหนังสือจนหมดแผง
เมื่อไม่นานมานี้ มีนิตยสารผู้หญิงฉบับหนึ่งมาสัมภาษณ์ฉัน ในฐานะคนเขียนเรื่องสั้น
ถ่ายรูปลงไปเสียครึ่งหน้า
เขาคงจะอ่านเจอจากเล่มนี้แหละ

"ไม่คิดว่าคุณจะสนใจ"   ฉันเปรยแบบถ่อมตัวนิด ๆ

"ผมรู้นามปากกาพี่ด้วยนะ"

เอาล่ะสิ   นึกย้อนไปแบบเข้าข้างตัวเอง  มิน่าล่ะ ทุกครั้งที่ฉันจอดรถซื้อหนังสือพิมพ์จากแผงของเขา  ซึ่งเป็นแผงที่อยู่ใกล้บ้านที่สุด  เด็กหนุ่มจะกุลีกุจอหยิบให้  และมักชวนพูดคุยแบบคนมีอัธยาศัย
บางครั้งยังอาสาไปเอาหนังสือบางเล่มที่ฉันเอ่ยถาม  แต่เขาไม่ได้เอามาขาย  จากร้านใหญ่ในเมืองมาให้ด้วย

หน้าตาคมเข้มหล่อเหลาของเขา มีส่วนละม้าย ศุ บุญเลี้ยง  เพียงแต่ตัวเล็กกว่า

วันนั้นฉันซื้อหนังสือพิมพ์ด้วยความรู้สึกแปลก ๆ  เหมือนเด็กเล่นซ่อนหา แล้วถูกจับได้ว่าแอบอยู่ตรงไหน  เหมือนเสียอิสรภาพไปนิด ๆ  เป็นอิสรภาพที่จะอยู่อย่างผู้สังเกตการณ์ ที่ไม่มีใครรู้จัก
เป็นความพึงพอใจส่วนตัว

เด็กหนุ่มชอบวาดรูป  บางวันฉันเห็นเขานั่งระบายสีภาพบนขาหยั่ง  หลังแผงหนังสือ เมื่อชะโงกดู เขาทำท่าเขิน พลางพูดถ่อมตัวว่า

"วาดไปอย่างนั้นแหละครับ  ชอบ"

บางภาพที่วาดเสร็จแล้ว  ใส่กรอบห้อยติดฝาบ้านด้านใน  ติดราคาขายไว้ด้วย  เกือบทั้งหมดเป็นภาพวิว ทิวทัศน์ในชนบท  ประเภทกองฟาง  ต้นมะพร้าว  ทุ่งนา

ฉันเคยเอากระดาษทำมือที่มีอยู่ไปให้เขาทดลองใช้หลายแผ่น  เขาตอบแทนกลับมาด้วยภาพวาดดอกไม้สีม่วง  ทำท่าถ่อมเนื้อถ่อมตัวตามเคย

เมื่อเปลี่ยนสภาพเป็น "คนเขียนหนังสือที่ถูกจับได้"  ฉันก็ดูเหมือนจะระวังตัวขึ้นนิดหนึ่งเมื่อแวะซื้อหนังสือพิมพ์  เขายังคงถามไถ่เรื่องงานเขียน   แล้ววันหนึ่งก็บอกความในใจว่าอยากให้ฉันเขียนเรื่องราวของลูกชายเขา ที่กำลังป่วยด้วยโรคชนิดหนึ่งอยู่   พลางเล่าเรื่องราวชีวิตครอบครัว ด้วยหมายว่าฉันจะเป็นนักเขียนที่สามารถบันทึกเรื่องราวของเขาออกมาเป็นนวนิยายได้

หวังมากไปนะพ่อหนุ่ม

ฉันรับฟังเรื่องราวคร่าว ๆ ของเขาอย่างเห็นใจ  แต่ไม่ได้รับปากว่าจะเอาไปเขียน แม้จะรู้สึกติดค้างบ้างเล็กน้อย ที่เขาให้ค่าคนเขียนหนังสืออย่างฉันมากไปนิด

แต่หลังจากนั้นไม่นานนักแผงหนังสือของเขาก็ปิดตัวลง   ร้านค้าที่อยู่ติดกันเห็นเป็นโอกาส จึงเข้าสวมรอยกิจการต่อทันที  เป็นจังหวะเดียวกับที่ฉันเลิกซื้อหนังสือพิมพ์อ่าน   รู้จากคนแถวนั้นว่าชายหนุ่มไปทำงานรับเหมาก่อสร้าง

ฝีมือทางศิลปะของเขา  ย้ายฐานจากผืนผ้าใบ ไปสู่ตึกรามบ้านช่องที่เขามีส่วนก่อสร้าง   งานหนัก ๆ อย่างนั้น คงทำให้เขาไม่มีเวลาที่จะอ่านหนังสือมากเหมือนตอนที่ขายหนังสืออีกแล้ว


การที่เราไม่ได้พบกันอีกเลย  ทำให้คนเขียนหนังสือที่ถูกจับได้อย่างฉัน  รู้สึกโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย  เหมือนได้รับอิสรภาพกลับมาอีกครั้งหนึ่ง





วันพุธที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2556

หลอกชบา





















อาจารย์นครถือเป็นญาติผู้ใหญ่ที่ครอบครัวเรารู้จักมานาน
เมื่อมาที่บ้านอาจารย์มักมีของดี ๆ มาฝาก
ถ้าไม่ใช่หนังสือ (ที่มักไม่ค่อยเห็นวางขายทั่วไป)
ก็จะเป็นต้นไม้แปลก ๆ  แต่ละต้นล้วนแต่ไม่เคยได้ยินชื่อ
หรือรู้จักมาก่อน

อาทิเช่น ประดู่ม่วง  ครั้งนั้นอาจารย์ไม่ได้มาเอง แต่ฝากคนอื่นมาให้ 
มีจดหมายน้อยแนบมา ความว่า

"ฝากต้นประดู่สีม่วงมาให้  งามทั้งดอก งามทั้งทรวดทรง อีกสัก 10 ปีคงเห็นดอก"
ต้นประดู่ม่วงต้นนั้นเล็กกระจี๊ดเดียว อยู่ในถุงดำใบเล็กจิ๋ว

เวลาผ่านไปนับสิบปี... 
ประดู่จิ๋วต้นนั้น  เดี๋ยวนี้สูงใหญ่ แข็งแรง  
ออกดอกสีม่วงแดงเป็นช่อเล็ก ๆ  ให้เชยชมมาหลายปีแล้ว

นอกจากนั้นยังมีต้น "คำมอกหลวง"
ไปค้นดูในหนังสือจึงรู้ว่าเป็นไม้ป่า ตระกูลพุด ดอกสีขาว
แต่เมื่อใกล้ร่วงโรยรา ดอกจะกลายเป็นสีเหลืองเข้ม

ต้นโอ๊ค  มาเป็นคู่  ตอนที่อาจารย์เอามาให้ก็ดูไม่ค่อยสดชื่นเท่าไร
ฉันเปลี่ยนดิน  เอาเธอลงกระถางไว้ก่อน

เธออยู่กับเรานานเป็นปีเหมือนกัน ก่อนจะจากไปโดยไม่รู้สาเหตุ
มาพร้อมกันและไปพร้อมกัน

ที่นี่คงไม่ใช่ถิ่นของเธอ
เธอคงพยายามปรับตัวแล้ว  แต่ไม่สำเร็จ
หรือเป็นฝ่ายเราเองที่ไม่เข้าใจเธอ ?

ต้นไม้บางต้นที่ฉันไม่รู้จักชื่อ  ก็ได้รู้จากอาจารย์นี่แหละ

มีอยู่ต้นหนึ่ง รูปใบยาว ๆ  ลักษณะคล้ายต้นกวนอิม
หรือไม้ตระกูลวาสนา  แต่ใบยาวเรียวและเล็กกว่า
เพียงได้เห็น  อาจารย์ก็ร้อง อ๋อ...ลากเสียงยาว

"ขี้เปี้ยลุกฟ้อน"
เราฟังชื่อพร้อมคำอธิบายความหมายแล้วก็พากันหัวเราะ

ขี้เปี้ย - เป็นคำพื้นเมืองทางเหนือ  หมายถึงคนง่อยเปลี้ยเสียขา
ต้นนี้คงเป็นสมุนไพร ประเภทบำรุงกำลัง
ขนาดว่าคนเป็นเปลี้ยเป็นง่อยได้กินแล้วยังลุกขึ้นมาฟ้อนมารำได้
คิดดูก็แล้วกันว่าให้แรงดีขนาดไหน

วันหนึ่งเมื่อมาเยี่ยมเราที่บ้าน อาจารย์ถามว่า
"รู้จักวิธีหลอกชบาหรือเปล่า ?"

.....!!!..............

อาจารย์ขยายความว่า

"หลอกให้เค้าบานในเวลาที่เราต้องการไง
อย่างเราจะจัดงานเลี้ยงที่บ้านตอนเย็น เราก็เอากระดาษหนังสือพิมพ์
ห่อดอกเขาไว้ตั้งแต่เช้ามืด
พอตกเย็น  เราก็เปิดไฟให้สว่างโร่เลยนะ   แล้วค่อย ๆ แกะกระดาษออก
แกคงนึกว่าเป็นแสงแดดตอนเช้า  แกก็จะพากันบานนนน...ฮ่า  ฮ่า  ฮ่า.."

เสียงหัวเราะร่วนของเราจะดังไปถึงหูของต้นชบา
ที่ปลูกเรียงรายอยู่หน้าบ้านนับสิบต้นนั่นหรือเปล่าหนอ ?...



วันพฤหัสบดีที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2556

ปกติ - ธรรมดา








                                        ปกติ
                                        ธรรมดา
                                        คือคำที่ไม่ธรรมดา

                                       จะมีชีวิตเป็นปกติ
                                        เป็นคนธรรมดา ๆ

                                        ยากเสียยิ่งกว่ายาก




วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2556

ดอกไม้ของแม่



ปีนี้แม่อายุย่างเข้า  83  เป็นคนแก่ที่หมอเคยบอกว่าสุขภาพดีกว่าคนแก่วัยเดียวกัน  แม่กินมังสวิรัติมานานกว่า 30 ปี  เป็นคนมีวินัยในตัวเอง เคร่งครัดในเรื่องการกินการอยู่  แม่จึงดูแข็งแรงที่สุดในบรรดาป้าน้า พี่น้องที่ยังเหลือกันอยู่เพียงสองสามคน

แม่เล่าว่าตอนที่ฉันเป็นเด็กเล็ก ๆ ฉันติดแม่มาก  แม่เคยป่วยเป็นโรคหัวใจ  ต้องนอนรักษาตัวนานนับเดือน  ฉันซึ่งอายุราว 3-4 ขวบ  น่าจะกำลังซน  กลับไม่ยอมไปเที่ยวเล่นที่ไหน  ได้แต่นอนอยู่ข้าง ๆ แม่  แม้ญาติพี่น้องจะพากันหลอกล่อด้วยขนม  หรือบอกว่าจะพาไปเที่ยวที่โน่นที่นี่  ผิดกับน้องชายที่ฉลาดกว่า จึงได้กินขนม ได้ไปเที่ยวอยู่บ่อย ๆ

พ้นช่วงวัยเด็กเข้าสู่วัยรุ่น พวกเราก็จะเลิกติดแม่  ต่างคนต่างมีโลกส่วนตัวของตัวเอง และไม่สนใจโลกของคนอื่น รวมทั้งแม่ของเราด้วย  เวลาในช่วงนี้ยาวนานไปจนถึงช่วงกลางคน ซึ่งเราเริ่มมีครอบครัว  มีความวุ่นวายอยู่กับลูกเต้าและการงานของตัวเอง  จนเหน็ดเหนื่อยเกินกว่าจะเหลียวหลังแลหน้าไปที่ไหน

กลับมาคิดถึงแม่อีกครั้งก็เมื่อลูกเริ่มโตจนไม่ติดเรา  แม่เริ่มแก่และเราก็ล่วงเข้ากลางคนตอนปลายเข้าไปแล้ว  ชีวิตคนสองรุ่นจึงเริ่มหวนกลับมาพบกันอีกครั้งหนึ่ง

บุญของเราที่แม่ยังอยู่ ยังแข็งแรง สุขภาพดี สติสัมปชัญญะสมบูรณ์  และที่สำคัญแม่เป็นคนแก่อารมณ์ดี ที่ใครก็อยากให้ไปอยู่ด้วย  ผิดกับคนแก่ของบางบ้านที่เคยได้ยินได้ฟังมา จนลูกหลานไม่อยากให้อยู่ด้วย ทั้งที่อาจเริ่มต้นด้วยความรู้สึกดี ๆ มาก่อน

แม่เห็นฉันชอบทำการ์ดดอกไม้แห้ง  แม่จึงอาสามาช่วยเก็บช่วยอัดดอกไม้   เริ่มจากดอกไม้ธรรมดา ๆพื้น ๆ ไม่กี่ดอก ไม่กี่ชนิด อย่างดอกเข็ม ดอกกุหลาบ  กลายมาเป็นพันเป็นหมื่นดอก หลากหลายนานาพันธุ์  เวลาของคนแก่นั้นยาวนานกว่าใคร  ถ้าไม่มีอะไรให้ทำก็จะมีแต่ความเหี่ยวเฉา  แม่สนุกกับงานนี้  มันเป็นงานที่เข้ากับนิสัยของแม่  ที่เป็นคนละเอียดลออ ถี่ถ้วน  ทำอะไรต้องทำให้ดี เป็นระเบียบเรียบร้อย  แม้แม่จะเคยบอกว่าสมัยสาว ๆ แม่เป็นคนใจร้อน โมโหร้าย - เราก็รู้ว่าแม่เป็นคนขี้โมโห  แต่พอแก่ตัวก็ผ่อนคลายลงตามวัย  งานอัดดอกไม้น่าจะมีส่วนช่วยย้อมจิตใจให้เยือกเย็นลง  แต่ก็ยังมีบ้างบางวัน ที่แม่หลุดอาการโมโหร้ายออกมาให้เห็น  เมื่อทำงานบางอย่างผิดพลาด หรือบางวันที่อ่อนล้าเกินไป

เอาเป็นว่าตอนนี้แม่มีงานอัดดอกไม้เป็นหลักในชีวิตแล้ว  ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน  บ้านใคร  สายตาของแม่จะมองหาแต่ดอกไม้ที่จะเอามาอัด

จากดอกไม้พื้น ๆ  แม่ก็เริ่มแสวงหาความงามแบบแปลก ๆ ใหม่ ๆ จากดอกไม้ที่คนอื่น ๆ มองข้าม เช่นดอกหญ้าทั้งหลาย  บางดอกสวยงามแต่เล็กมาก  ดอกย่อยเล็ก ๆ ของพวงดอกอูน  อโศก  บุหงาส่าหรี  ปีบ  มะเขือพวง  ยอดอ่อนฟ้าทะลายโจร  ดอกจิ๋วกลีบบางของโมก  หรือแม้แต่ดอกใหญ่ ๆ อย่างชวนชม บานบุรี  กล้วยไม้  จำปี  ดอกจิก  แม่ก็จับมาอัดไว้หมด  ถือเป็นงานทดลองที่บางครั้งก็ให้ความชื่นใจเกินคาด  แม่ตื่นเต้นกับผลงานการอัดของตัวเอง  ทั้งสีสันและรูปทรง  แม่มีข้อมูลเรื่องฤดูกาล  ลมฟ้าอากาศ ที่มีผลต่อการอัดดอกไม้ของแม่  จนสรุปได้ว่าไม่ควรอัดดอกไม้ในหน้าฝน  หน้าหนาวเป็นฤดูที่ดีที่สุด เพราะอากาศแห้ง สีจะอยู่คงทน

ดอกไม้ที่อัดแล้วแม่จะเก็บรวบรวมใส่ซองกระดาษไว้จนมากพอ ก็จะส่งไปรษณีย์มาให้ฉัน  ครั้งหนึ่งฉันเคยบอกแม่ว่าไม่ต้องอัดแล้ว  เพราะลูกค้าที่เคยสั่งงานประเภทนี้หยุดสั่งของจากเราแล้ว  แม่มีอาการเคว้งคว้างขึ้นมาทันใด  น้องสาวผู้ชาญฉลาดมองเห็นเหตุการณ์จึงรีบพูดขึ้นว่า  ไม่เป็นไรนี่  ลูกค้ารายนี้ไม่สั่ง ก็อาจจะมีรายอื่นมาสั่ง  ถ้ารอให้มีคนสั่งแล้วค่อยทำก็จะไม่ทันการณ์  เราทำเก็บไว้ก็ไม่เสียหาย  เหตุผลของน้องสาวทำให้แม่ใจชื้น หน้าชื่น และกลับมาทำหน้าที่อัดดอกไม้ให้ลูกสาวต่อไป

สมัยที่ยังแข็งแรงกว่านี้  ช่วงสาย ๆ แม่ชอบไปเดินท่อม ๆ อยู่ในสวน  เลือกตัดดอกไม้ช่อนั้น ช่อนี้  ใช้วิจารณญานของแม่ ที่เกิดจากการสั่งสมสายตาชมชื่นดอกไม้ในสวนมานานวัน

แม่บอกว่าอัญชันต้องไปเก็บแต่เช้าตรู่ ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น  ไม่งั้นจะไม่ได้กลีบเล็ก ๆ ที่เหมาะกับการทำการ์ด  ถ้าสายดอกจะบาน กลีบจะใหญ่เกินไป ไม่สวย  ชุดไหนที่แม่อัดได้สวย แม่จะเขียนบอกไว้หน้าซองด้วยลายมือตัวโต ๆ ที่พวกเราคุ้นเคย   เช่นกัน ชุดไหนไม่สวยแม่ก็จะเขียนบอก อาจมีเหตุผลบอกไว้ เหตุผลของบางซองเราเห็นแล้วก็ต้องอมยิ้ม  เช่นบอกว่า " อาม่าเป็นคนอัด  อัดไม่เป็นเลยไม่สวย"

อาม่าเป็นคนแก่ข้างบ้าน อายุรุ่นราวคราวเดียวกับแม่  อาม่าอยู่บ้านกับเด็กรับใช้ชาวพม่าทั้งวัน  มีเวลาว่างมากมาย  เมื่อเห็นงานอดิเรกของแม่ อาม่าจึงสนใจมาช่วยทำ  แรก ๆ ดูท่าแม่ไม่ค่อยอยากให้อาม่ามาช่วย  จะรู้สึกอย่างไรไม่รู้  ความที่แม่เป็นคนเนี้ยบ แม่จึงมักรู้สึกว่าคนอื่นทำได้ไม่ดีเท่าตัวเอง  นี่อาจจะเป็นเหตุผลหลักที่แม่ไม่ค่อยอยากให้อาม่าช่วย  อาม่าเก็บดอกไม้ในบ้านของแกมาอัดให้อยู่ระยะหนึ่งคือเข็มปัตตาเวีย และเข็มเล็ก ๆ ที่ปลูกอยู่ริมรั้วบ้าน  แต่อาม่าคงไม่รู้สึกสนุกกับงานนี้เท่าไร  กิจกรรมนี้จึงไม่ยาวนานเท่าแม่ของเรา




งานอัดดอกไม้เป็นงานที่ฉันหน่ายที่จะทำ  ทั้งที่น่าจะเป็นงานที่มีความสุข  แต่เพราะเป็นงานที่ต้องอาศัยเวลา  อาศัยความใจเย็น  ความอดทน  และเป็นงานละเอียด  ในขณะที่รู้สึกว่า่ตัวเองมีภาระเร่งร้อน รอทำอยู่มากมาย  หากว่าทำเป็นงานอดิเรกนาน ๆ ครั้งก็พอไหว  แต่ถ้ากลายเป็นงานที่ต้องทำในปริมาณมาก  ทำซ้ ำ ๆ  ความสุขก็จะพากันวิ่งหนี  เหลือแต่ความรีบเร่งและกังวล  จนกระทั่งกลายเป็นความหน่าย และความชุ่ยเข้าจนได้

เมื่อแม่มารับหน้าที่นี้แทน และทำได้ดีกว่าฉันทำเป็นร้อยเท่า  งานการ์ดของฉันจึงยังคงอยู่ต่อไป

แม่ทำงานประณีตทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกเก็บดอกไม้  ตัดดอกไม้ออกจากขั้วทีละดอก  ปลิดกลีบทีละกลีบ  เลือกคัดใบขนาดที่เหมาะสม  แยกประเภทดอก กลีบ ใบ เกสร  แรก ๆ แม่ใช้กระดาษทิชชูวางรองก่อนด้วยซ้ำ  เพราะกระดาษทิชชูเป็นตัวช่วยซับน้ำได้อย่างดี  เมื่อเรียงดอกไม้จนเต็มแผ่นก็ใช้กระดาษทิชชูวางทับบนดอกไม้อีกชั้นหนึ่ง  แต่ต่อมาแม่ก็เลิกใช้กระดาษทิชชู บอกว่าสิ้นเปลืองเกินไป  หนังสือที่ใช้อัดก็คือบรรดานิตยสารข่าวการเมืองรายสัปดาห์ในบ้าน  ดอกไม้ของแม่เรียงแถวกันอย่างเป็นระเบียบ ซ้อนกันหลายชั้นในแต่ละเล่ม  ไม่เหมือนเวลาที่ฉันทำเอง  แรก ๆ ก็ยังเป็นระเบียบเรียบร้อยดีอยู่หรอก  ต่อมาเมื่อยุ่งมาก ๆ เข้า  ดอกไม้จะถูกจับสาดเข้าไปเป็นกำ  แล้วก็เกลี่ย ๆ ให้ทั่วแผ่น เป็นอันเสร็จพิธี  แต่สำหรับแม่  จะไม่มีภาพอย่างนี้ให้เห็นเด็ดขาด  แม่จะนั่งเรียงทีละกลีบ ทีละใบเป็นแถวจนเต็มแผ่น  แผ่นแล้วแผ่นเล่า  บางวันจนเวลาเลยล่วงเพราะเก็บดอกไม้มามากเกิน และเสียดายหากจะทิ้ง  รุ่งขึ้นแม่ก็จะบ่นปวดหลังปวดเอว  บางครั้งลูกบังเกิดเกล้าทั้งสองสามคนก็จะพากันดุแม่ว่าทำอะไรไม่ประมาณตน

กองดอกไม้อัดของแม่ตั้งสูงขึ้น ๆ  ดูไม่สมดุลกับการเอาไปใช้  ทั้งที่บางช่วงเมื่องานเข้า ฉันต้องใช้ดอกไม้เป็นจำนวนมากนับพัน ๆ ดอก  แต่กองดอกไม้อัดของแม่ก็ยังดูไม่พร่อง  มีแต่จะสูงขึ้นไปด้วยซ้ำ  เมื่อจะรวบรวมส่งให้ฉัน แม่ก็จะต้องนั่งเปิดหน้าที่อัดไว้ทีละหน้า และใช้มีดประจำตัวเล่มเล็ก ๆ บาง ๆ ของแม่แซะกลีบดอกไม้ออกจากกระดาษ แยกใส่ซองตามประเภทของดอกไม้  ขั้นตอนนี้กินเวลาเอาเรื่องทีเดียว

นานวันเข้า ซองที่แม่ส่งมาให้ ดอกที่อัดมาก่อนนาน ๆ เริ่มหมดสภาพ  ดอกคูนและขี้เหล็กสีเหลือง หรือคอร์เดียสีส้ม เป็นประเภทที่ไปก่อนเขาเพื่อน  แมลงตัวเล็ก ๆ เข้าไปกัดกินกลีบดอกจนพรุน ใช้การไม่ได้  พุดน้ำบุษย์สีเหลืองส้มที่แม่ชอบอัดเพราะมีเยอะมาก แต่ก็เป็นดอกที่ราชอบขึ้นมากที่สุดเพราะน้ำเยอะ  จึงกลายเป็นเสียแรงเปล่า  เข็มบางประเภท  กุหลาบบางรุ่น  สีสันสดใสเมื่อแรกอัด  นานไปเหลือแต่ความซีดโทรม ผุกร่อน  จึงจำเป็นต้องทิ้ง




กว่า่จะรู้ซึ้งว่าแรงงานของแม่มหาศาลเพียงใด  ก็ตอนที่จำต้องขนดอกไม้หมดสภาพเหล่านี้ไปทิ้งด้วยความใจหาย  ซึ่งต้องทำตอนที่แม่ไม่อยู่  ไม่รู้สิ  แม้แม่จะเคยบอกว่า  อันไหนใช้ไม่ได้ก็ทิ้งไปซะ  แต่แม่จะต้องนึกไม่ถึงว่ามันจะมากมายขนาดนี้   สุสานดอกไม้ที่เกิดจากความเพียรพยายามของแม่ทำร้ายจิตใจ  จนหวั่นว่าจะทำร้ายจิตใจแม่ด้วย  แม่จึงไม่เคยรู้ว่าฉันทำอย่างนี้มาหลายรอบแล้ว



วันนี้..แม่ในวัย 83  ไม่อาจเดินท่อม ๆ เข้าไปในสวนได้เหมือนเมื่อก่อน  กำลังวังชาของแม่ถดถอย  ได้แต่เดินเล่นใกล้ ๆ รอบบ้าน  แม่อัดดอกไม้ได้น้อยลงเพราะไม่มีแรงเดินไปเก็บ  แม่ทำงานได้ช้าลง  แต่สายตาของแม่ก็ยังมองเห็นความงามของดอกไม้ก่อนอย่างอื่นเสมอ

"นั่นดอกอะไร  สีม่วง ๆ "  แม่ชี้มือไปทางป่ารกด้านตะวันออกของบ้าน  ดอกไม้สีม่วงดอกหนึ่งโผล่หน้าออกมาจากพุ่มหนาทึบ  ใจกลางดอกเป็นสีเหลืองเข้ม

"ช้องนาง"  ฉันบอก  แม่พยักหน้ารับรู้  ถ้าเป็นเมื่อก่อนแม่ก็คงจะเดินออกไปเด็ดมาอัดเลยโดยไม่ต้องถาม

วันนี้...กองดอกไม้ของฉันเริ่มหยุดนิ่งและต่ำเตี้ยลง เพราะไม่มีใครอัดเพิ่ม

ดอกไม้ในสวนคงชะเง้อคอรอใครบางคน....



วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2556

หนังสือเศร้า

หนังสือทุกเล่ม
ห่อหุ้มด้วยพลาสติก
ปิดสนิท

แม้แต่นิตยสาร

หนังสือพิมพ์ก็เย็บลวดเบอร์ใหญ่
อ่านได้แค่พาดหัว

หนังสือเล่ม
ไม่เหลือให้เปิดอ่านแม้แต่เล่มเดียว

บอกความหมายว่า"ห้ามอ่าน"

หรืออีกนัยหนึ่ง
"ห้ามมาเปิดอ่านฟรี"

เด็กนักเรียนที่เคยมา
จึงหายไปจากแผงแถวนี้จนหมด
เพราะไม่มีอะไรให้อ่าน

นี่คือร้านหนังสือร้านใหญ่




ตั้งอยู่หน้าโรงเรียน
ขนาดใหญ่

ร้านที่เด็ก ๆ ชอบมานัดพบกันที่นี่ในตอนเย็น
หลังโรงเรียนเลิก

 เพราะมีไอติม
มีลูกชิ้นปิ้งแสนอร่อยขายอยู่หน้าร้าน

เป็นร้านที่กว้างขวาง

มีบริเวณกว้างขวาง

ในร้านเปิดแอร์เย็นฉ่ำ







เด็ก ๆ ชอบเข้าไปนั่งเรียงกันที่พื้น
พื้นสะอาดกว่าบ้านเราอีก

บางทีก็นั่งขวางบันได

ซุบซิบ ๆ
คิกคัก ๆ


หยิบหนังสือจากชั้น เล่มนั้น เล่มนี้
อ่านกันเป็นล่ำเป็นสัน
อย่างมีความสุข

ราวกับอยู่ในวิมานของตัวเอง

มิไยที่ทางร้านจะขยันเขียนป้าย (อย่างสุภาพ)
ว่าอย่าขวางทางคนอื่นที่จะเข้ามาดูหนังสือ
แปะไว้ตรงนั้น  ตรงนี้

วันนี้ไม่มีหนังสือให้อ่าน
เพราะเจ้าของร้านเลิกใจดี

เด็กและหนังสือจ้องมองหน้ากัน
ผ่านถุงพลาสติก

มิอาจสัมผัสกันได้

หนังสือหลบตา..
เด็ก ๆ หน้าละห้อย..

หนูผิดหรือ
ที่อยากจะอ่านหนังสือ
ให้ได้มากกว่าปีละ 8 บรรทัด

วันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556

เทพ






















คนบางคน
เดินเข้ามาในชีวิตเราเหมือนความฝัน

เหมือนนึกจะมาก็มา
ทั้งที่ไม่เคยมีเค้ามาก่อน
และนำบางสิ่งบางอย่างมาให้
อย่างไม่คาดคิด

ต้องเป็นเทพเท่านั้น
จึงจะทำอย่างนี้ได้

เธอจะรู้สึกลังเล
รู้สึกเสียดาย
หรือรู้สึกสูญเสียบ้างไหมนะ

จะเหมือนเรื่องเล่าตลก ๆ
ที่ฟังต่อ ๆ กันมาหรือเปล่า

เธออาจจะมีคำถาม
เหมือนพระเอกที่โดดลงไปช่วยคนตกน้ำ
ในเรื่องเล่านั้นก็ได้ว่า

"ใครถีบกูลงมา"